News Logo
หน้าแรก
ข้อสันนิษฐานล่าสุด: กลไกเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

ข้อสันนิษฐานล่าสุด: กลไกเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

16 ก.ค. 2569 12:54
ผู้ชม 13 คน

หลังจากติดตามข่าว ภาพและคลิปเหตุการณ์ รวมถึงผลการเปิดตรวจสอบภายในฝ้าเพดานโดยทีมวิศวกรป้องกันอัคคีภัยของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐาน ผมเห็นว่าข้อมูลที่ปรากฏช่วยสนับสนุนข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของผมว่า กระบวนการสำคัญของเพลิงไหม้เริ่มและพัฒนาอยู่ภายในช่องว่างเหนือฝ้า ก่อนปะทุลงสู่โถงด้านล่าง

บทความนี้เป็นการเชื่อมโยงหลักฐานเชิงประจักษ์กับทฤษฎีพลศาสตร์ของไฟ เพื่อเสนอกรอบสำหรับการตรวจสอบเป็นทางการต่อไป

หลักฐานสำคัญ

ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ประกอบด้วย

1. ระบบไฟฟ้า และสายไฟจำนวนหนึ่งติดตั้งอยู่เหนือฝ้าบริเวณเวที

2. ก่อนเกิดเหตุมีรายงานว่าไฟฟ้าตก ไฟดับ และมีกลิ่นผิดปกติจากฝ้า

3. การตรวจสอบพบวัสดุที่สามารถติดไฟได้บนฝ้า

4. แผ่นฝ้ายิปซัมแตกในลักษณะคล้ายกันหลายจุด

5. หลังเหตุการณ์ โต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งของจำนวนมากในโถงยังคงรูปและไม่มีร่องรอยการถูกเปลวไฟโดยตรงทั่วทั้งพื้นที่

6. ระหว่างเกิดเหตุ ผู้ที่ติดอยู่ภายในบางส่วนยังสามารถเคลื่อนที่หาทางออกได้

7. ลำไฟพุ่งออกมาเหมือนมังกรพ่นไฟทางส่วนบนของประตูหลัก ขณะที่ด้านล่างยังเป็นช่องให้อากาศภายนอกไหลเข้า

โรงเบียร์

โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

หลักฐานเหล่านี้ทำให้ผมสันนิษฐานลำดับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

1. ไฟเริ่มเหนือฝ้า

การจุดติดไฟต้องมีองค์ประกอบสามประการ ได้แก่ แหล่งความร้อน ออกซิเจน และเชื้อเพลิง

แหล่งความร้อนอาจมาจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้า การอาร์ก หรือประกายไฟ ส่วนเชื้อเพลิงอาจเป็นฉนวนสายไฟ วัสดุหุ้มงานระบบ โฟม วัสดุซับเสียง หรือวัสดุสังเคราะห์ในช่องเหนือฝ้าบริเวณเวที ทั้งหมดนี้ยังต้องรอการตรวจยืนยันอย่างเป็นทางการ

2. ไฟลุกซ่อนในพื้นที่ที่มีอากาศจำกัด

เมื่อไฟลุกอยู่ในช่องเหนือฝ้าที่ระบายอากาศไม่ดี ออกซิเจนจะลดลงจนไฟเข้าสู่สภาวะ Ventilation-limited เปลวไฟอาจอ่อนกำลังหรือคุกรุ่น แต่ความร้อนยังคงทำให้วัสดุเกิด Pyrolysis หรือการสลายตัวด้วยความร้อน และปล่อยไอหรือก๊าซเชื้อเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้น เหนือฝ้าอาจมีก๊าซเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ควัน เขม่า และก๊าซพิษสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยผู้ใช้บริการด้านล่างอาจไม่ระแคะระคายว่าเกิดไฟขึ้นแล้วเหนือฝ้า เพราะกำลังเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีที่ดังกลบสัญญาณผิดปกติ

3. เกิดช่องเปิดและอากาศใหม่ไหลเข้า

เมื่อแผ่นฝ้าแตกร้าว หลุด หรือเกิดช่องทางใหม่ระหว่างโถงกับช่องเหนือฝ้า อากาศที่มีออกซิเจนจากด้านล่างอาจไหลเข้าไป

หากเหนือฝ้าอยู่ในสภาวะร้อน ขาดออกซิเจน และมีก๊าซเชื้อเพลิงสะสม การไหลเข้าของอากาศใหม่อย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดการลุกไหม้แบบ Deflagration และแรงดันเพิ่มขึ้นฉับพลัน ซึ่งเข้าข่ายกลไกของ Backdraft หรืออีกฉากทัศน์หนึ่ง หากก๊าซเชื้อเพลิงผสมกับอากาศอยู่ในช่วงที่ติดไฟได้แล้ว และต่อมาถูกจุดติดจากเปลวไฟหรือพื้นผิวร้อน เหตุการณ์อาจเป็น Fire Gas Ignition (Smoke Explosion) มากกว่า

4. ไฟและควันทะลุลงสู่โถง

การลุกไหม้อย่างรวดเร็วของก๊าซเหนือฝ้าอาจทำให้อุณหภูมิและแรงดันเพิ่มขึ้น จนฝ้ายิปซัมแตกหรือหลุดหลายจุด เปลวไฟ ก๊าซร้อน และเศษวัสดุที่กำลังลุกไหม้จึงทะลุลงมา

เปลวไฟและรังสีความร้อนอาจจุดติดวัสดุตกแต่ง วัสดุซับเสียง หรือวัสดุสังเคราะห์ใต้ฝ้า ทำให้ไฟลุกลามต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

5. ลำไฟพุ่งออกทางประตูหลัก

เมื่อประตูหน้าถูกเปิดค้างไว้ ประตูดังกล่าวจึงกลายเป็น Bidirectional Flow Path

อากาศเย็นและมีความหนาแน่นมากกว่าไหลเข้าทางด้านล่างเพื่อป้อนการเผาไหม้ ในขณะที่ก๊าซร้อน ควัน และก๊าซเชื้อเพลิงไหลออกทางด้านบน เมื่อก๊าซที่ยังเผาไหม้ไม่หมดออกมาผสมกับอากาศภายนอก จึงเกิดลำไฟยาวและเชิดขึ้นตามแรงลอยตัว หรือที่เราเรียกกันว่า มังกรพ่นไฟ

ลำไฟที่มองเห็นเรียกว่า Venting Flames หรือ External Flaming ซึ่งอาจเกิดตามหลัง Backdraft หรือ Fire Gas Ignition ก็ได้

ดังนั้น การเห็น Venting Flames ไม่ได้เป็นหลักฐานว่า “ไม่ใช่ Backdraft” เพราะ Venting Flames บรรยายสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ส่วน Backdraft อธิบายกลไกที่อาจเกิดขึ้นก่อนการปะทุ

6. ควันพิษแพร่ลงสู่ระดับคน

ก่อนฝ้าพัง ควันและก๊าซอาจรั่วลงมาตามรอยต่อ ช่องโคมไฟ ช่องลำโพง ช่องเดินสาย และระบบปรับอากาศ เมื่อฝ้าแตก ควันปริมาณมากจึงแพร่ลงมาปกคลุมโถงอย่างรวดเร็ว

การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์สามารถสร้างคาร์บอนมอนอกไซด์ ส่วนวัสดุที่มีไนโตรเจน เช่น โฟมพอลิยูรีเทนบางชนิด อาจผลิตไฮโดรเจนไซยาไนด์ร่วมด้วย ก๊าซเหล่านี้ทำให้ร่างกายรับและใช้ออกซิเจนไม่ได้ตามปกติ ผู้ประสบเหตุจึงอาจสับสน อ่อนแรง หรือหมดสติภายในเวลาอันสั้น

ความสูญเสียจึงอาจไม่ได้เกิดจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากควันหนาทึบ การมองไม่เห็นทางออก และพิษจากก๊าซด้วย ทั้งนี้ต้องรอผลชันสูตรทางพิษวิทยาเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของแต่ละบุคคล

เหตุใดผมจึงไม่เชื่อว่าเป็นกลไก Flashover

Flashover คือช่วงที่ความร้อนและรังสีจากชั้นก๊าซร้อนทำให้วัสดุภายในห้องลุกติดไฟเกือบพร้อมกัน จนห้องเข้าสู่สภาวะ Fully Developed Fire โดยทั่วไปสัมพันธ์กับอุณหภูมิชั้นก๊าซร้อนประมาณ 500–600 องศาเซลเซียส และฟลักซ์ความร้อนที่ระดับพื้นประมาณ 20 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร

หากโถงด้านล่างเกิด Flashover เต็มพื้นที่จริง ควรพบว่า

• เชื้อเพลิงทั่วทั้งโถงลุกไหม้เกือบพร้อมกัน

• เปลวไฟครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่

• ความเสียหายจากความร้อนกระจายทั่วพื้นที่อย่างรุนแรง

• ผู้ที่อยู่ระดับพื้นแทบไม่สามารถเคลื่อนที่หรือหลบหนีได้

ศัพท์เทคนิค

ศัพท์เทคนิค

แต่หลักฐานที่ปรากฏกลับแสดงว่า ก่อนลำไฟขนาดใหญ่พุ่งออกมา ยังมีคนเคลื่อนที่อยู่ในโถง โต๊ะและเก้าอี้จำนวนมากยังคงรูป และความเสียหายไม่ได้กระจายสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นที่

ผมจึงเห็นว่า Flashover ไม่ใช่คำอธิบายสำหรับพลศาสตร์ของไฟที่เกิดขึ้นกรณีนี้

สรุปจากหลักฐานที่มีอยู่ล่าสุด ผมให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานที่ว่า

"ไฟเริ่มและลุกลามอยู่ในช่องเหนือฝ้าบริเวณเวที ภายใต้สภาวะที่มีอากาศจำกัด ความร้อนทำให้วัสดุเกิด Pyrolysis และมีก๊าซเชื้อเพลิงกับควันพิษสะสม ต่อมาเกิดช่องเปิดหรือการเปลี่ยนแปลงของ Flow Path ทำให้ก๊าซเหนือฝ้าลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเข้าข่าย Backdraft, Fire Gas Ignition หรือ Smoke Explosion ก่อนที่ไฟและควันจะทะลุลงสู่โถง และระบายออกทางส่วนบนของประตูหลักเป็น Venting Flames ขณะที่อากาศใหม่ยังไหลเข้าด้านล่าง"

ผู้สนใจสามารถอ่านบทความฉบับเต็ม ดูภาพและคลิปประกอบ ตลอดจนร่วมเสนอข้อคิดเห็นเชิงลึกได้ที่หน้า Facebook นี้

https://www.facebook.com/share/1Edph9wggQ/?mibextid=wwXIfr

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ไฟไหม้ลาดพร้าว
ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
ไฟไหม้
ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจากคดีที่ดินเขากระโดง
บทเรียนจากคดีที่ดินเขากระโดง