News Logo
หน้าแรก
ความเจ็บปวด เมื่อฝันที่วาดให้ลูกเรื่องปริญญา  กลายเป็น “สวรรค์ล่ม”

ความเจ็บปวด เมื่อฝันที่วาดให้ลูกเรื่องปริญญา กลายเป็น “สวรรค์ล่ม”

13 ก.ย. 2569 08:30
ผู้ชม 3 คน

เรามักบอกลูกหลานว่า “ตั้งใจเรียนให้สูง แล้วจะมีงานดีทำ”

คำแนะนำนี้เคยเป็นจริงมาหลายชั่วอายุคน พ่อแม่จำนวนมากยอมทำงานหนัก เก็บเงิน ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความเชื่อว่าใบปริญญาจะเป็นประตูไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่ข่าวจากประเทศจีนในช่วงสองปีที่ผ่านมา กำลังทำให้ความเชื่อนี้สั่นคลอนอย่างหนัก

ปี 2026 จีนมีบัณฑิตใหม่ถึง 12.7 ล้านคน เมื่อรวมคนที่จบมาก่อนแล้วยังไม่มีงาน จำนวนคนที่กำลังหางานสูงกว่า 15 ล้านคน ขณะที่ตำแหน่งงานมีเพียงประมาณ 5.67 ล้านตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือ มีคนเกือบ 3 คน แย่งงาน 1 ตำแหน่ง บางคนเรียนจบมหาวิทยาลัย สัมภาษณ์งานหลายสิบครั้งยังไม่ได้งาน จนต้องเริ่มพิจารณางานโรงงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง

=== “ขงอี๋จี่” ยากจนแค่ไหนก็ยังไม่ยอมถอด “ชุดคลุมยาว”

เรื่องนี้ทำให้คนจีนหันกลับไปพูดถึงตัวละครเก่าแก่ชื่อ “ขงอี๋จี่” (孔乙己) ชายผู้คร่ำหวอดต่อการร่ำเรียน แต่ชีวิตกลับล้มเหลว และถึงจะยากจนเพียงใดก็ยังไม่ยอมถอด “ชุดคลุมยาว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนมีการศึกษา วันนี้ “ชุดคลุมยาว” กลายเป็นคำเปรียบเทียบของคนจีนรุ่นใหม่ที่มีปริญญา แต่หางานที่ตัวเองคิดว่าเหมาะกับวุฒิไม่ได้ บางคนในจีนถึงกับยอมจ่ายเงินเช่าโต๊ะในสำนักงาน เพียงเพื่อออกจากบ้านไปนั่งเหมือนคนมีงานทำ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่รู้จะบอกพ่อแม่อย่างไรว่า

=== เรียนมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีงาน

นี่อาจเป็นส่วนที่เจ็บปวดที่สุด เพราะความผิดหวังไม่ได้เกิดกับลูกคนเดียว มันเกิดกับพ่อแม่ที่เคยวาดฝันไว้ว่า วันที่ลูกสวมชุดครุยคือวันที่ชีวิตของลูกกำลังจะเริ่มดีขึ้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงเศรษฐกิจไม่ดี แต่เกิดจากแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ในโลกยุคที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

หนึ่ง จำนวนบัณฑิตเพิ่มเร็วกว่างานระดับปริญญา

สอง หลายสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนตามหลักสูตรที่คลาสสิค แต่ไม่ตรงกับสิ่งที่นายจ้างต้องการอีกต่อไป บริษัทจำนวนมากบอกว่า “หาคนไม่ได้” ในเวลาเดียวกับที่บัณฑิตจำนวนมากบอกว่า “หางานไม่ได้” ฟังดูขัดแย้ง แต่เกิดขึ้นจริง

สาม และอาจสำคัญที่สุด คือ AI ซึ่งกำลังทำงานหลายอย่างที่ปกติบัณฑิตใหม่จะเป็นผู้ทำ เช่น รวบรวมข้อมูล เขียนรายงานเบื้องต้น วิเคราะห์เอกสาร ทำ presentation เขียน code หรือทำงานสำนักงานซ้ำๆ ตำแหน่งระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็น “บันไดขั้นแรก” ของคนเพิ่งเรียนจบ กำลังหดตัวลง

คำถามของนายจ้างจึงค่อยๆ เปลี่ยนจาก “คุณจบอะไรมา?” ไปเป็น “คุณทำอะไรได้?” และต่อไปอาจกลายเป็น “คุณทำอะไรได้ ที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือคุณใช้ AI ทำให้งานดีขึ้นได้แค่ไหน?”

=== จีนเริ่มถอด “ชุดคลุมยาว” ของมหาวิทยาลัยแล้ว

ระหว่างปี 2021–2025 มหาวิทยาลัยจีนยกเลิกหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปกว่า 12,000 หลักสูตร และเปิดหลักสูตรใหม่อีกกว่าหมื่นหลักสูตร จีนอาจยังแก้ปัญหาไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งชัดเจน คือเขาไม่คิดว่าหลักสูตรมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ หลักสูตรที่เคยดีเมื่อสิบปีก่อน อาจไม่ดีพอสำหรับโลกอีกสิบปีข้างหน้า

แสดงว่า มหาวิทยาลัยเองก็มี “ชุดคลุมยาว” ที่ต้องกล้าถอดเช่นกัน

=== แล้วประเทศไทยล่ะ?

ประเทศไทยกำลังเผชิญภาพคล้ายกัน กระทรวงแรงงานรายงานผลการหารือกับภาคเอกชน 35 บริษัท เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ว่า มีความต้องการแรงงานในภาคการผลิตกว่า 114,305 อัตรา ขณะที่ผู้จบปริญญาตรีกว่า 51,000 คนยังอยู่ระหว่างหางาน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่ามีงานหรือไม่มีงานแต่อยู่ที่ ทักษะไม่ตรง ค่าตอบแทนไม่ตรง และอนาคตของงานไม่ตรงกับความคาดหวัง

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่และนักเรียนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยกังวลที่สุด ดังเห็นได้จากคำถามยอดฮิต คือ “ลูกเราควรให้เรียนคณะไหนดี?” ความจริงน่าจะถามข้ามช็อตว่า “อีก 4 ปีข้างหน้า โลกมีความต้องการบัณฑิตแบบไหน?” เวลา 4 ปีในโลกยุคปัจจุบันนี้ น่าจะเทียบเท่ากับเวลา 40 ปีในสมัยที่คุณพ่อคุณแม่เรียนอยู่ ซึ่งความต้องการของตลาดอาจเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอีก ดังนั้น การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองและความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้ง just in time และ just in place มีความสำคัญมาก

=== สำหรับคนที่มีงานดีอยู่แล้ว

จงกอดงานไว้ให้แน่น เพราะจะมีทั้งคนและ AI พร้อมเข้ามาแทนที่เสมอ ดังนั้น พิจารณาโดยรอบคอบว่า ควรลาออกเพื่อไปสะสมปริญญาอีกใบหรือไม่ หรือใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่เป็นฐาน เรียนรู้ AI ควบคู่ไปกับการทำงาน แล้วนำ AI มาบูรณาการเข้ากับวิจารณญาณของมนุษย์ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ในบริบทของวิชาชีพ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ที่ AI เพียงลำพังทำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาเชิงวิชาชีพ (Professional Intelligence) ซึ่งในอนาคตอาจมีคุณค่ามากกว่าปริญญาเสียอีก

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มอง “คดีฮั้ว สว.”
มอง “คดีฮั้ว สว.”