เรามักบอกลูกหลานว่า “ตั้งใจเรียนให้สูง แล้วจะมีงานดีทำ”
คำแนะนำนี้เคยเป็นจริงมาหลายชั่วอายุคน พ่อแม่จำนวนมากยอมทำงานหนัก เก็บเงิน ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความเชื่อว่าใบปริญญาจะเป็นประตูไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่ข่าวจากประเทศจีนในช่วงสองปีที่ผ่านมา กำลังทำให้ความเชื่อนี้สั่นคลอนอย่างหนัก
ปี 2026 จีนมีบัณฑิตใหม่ถึง 12.7 ล้านคน เมื่อรวมคนที่จบมาก่อนแล้วยังไม่มีงาน จำนวนคนที่กำลังหางานสูงกว่า 15 ล้านคน ขณะที่ตำแหน่งงานมีเพียงประมาณ 5.67 ล้านตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือ มีคนเกือบ 3 คน แย่งงาน 1 ตำแหน่ง บางคนเรียนจบมหาวิทยาลัย สัมภาษณ์งานหลายสิบครั้งยังไม่ได้งาน จนต้องเริ่มพิจารณางานโรงงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง
=== “ขงอี๋จี่” ยากจนแค่ไหนก็ยังไม่ยอมถอด “ชุดคลุมยาว”
เรื่องนี้ทำให้คนจีนหันกลับไปพูดถึงตัวละครเก่าแก่ชื่อ “ขงอี๋จี่” (孔乙己) ชายผู้คร่ำหวอดต่อการร่ำเรียน แต่ชีวิตกลับล้มเหลว และถึงจะยากจนเพียงใดก็ยังไม่ยอมถอด “ชุดคลุมยาว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนมีการศึกษา วันนี้ “ชุดคลุมยาว” กลายเป็นคำเปรียบเทียบของคนจีนรุ่นใหม่ที่มีปริญญา แต่หางานที่ตัวเองคิดว่าเหมาะกับวุฒิไม่ได้ บางคนในจีนถึงกับยอมจ่ายเงินเช่าโต๊ะในสำนักงาน เพียงเพื่อออกจากบ้านไปนั่งเหมือนคนมีงานทำ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่รู้จะบอกพ่อแม่อย่างไรว่า
=== เรียนมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีงาน
นี่อาจเป็นส่วนที่เจ็บปวดที่สุด เพราะความผิดหวังไม่ได้เกิดกับลูกคนเดียว มันเกิดกับพ่อแม่ที่เคยวาดฝันไว้ว่า วันที่ลูกสวมชุดครุยคือวันที่ชีวิตของลูกกำลังจะเริ่มดีขึ้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงเศรษฐกิจไม่ดี แต่เกิดจากแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ในโลกยุคที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
หนึ่ง จำนวนบัณฑิตเพิ่มเร็วกว่างานระดับปริญญา
สอง หลายสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนตามหลักสูตรที่คลาสสิค แต่ไม่ตรงกับสิ่งที่นายจ้างต้องการอีกต่อไป บริษัทจำนวนมากบอกว่า “หาคนไม่ได้” ในเวลาเดียวกับที่บัณฑิตจำนวนมากบอกว่า “หางานไม่ได้” ฟังดูขัดแย้ง แต่เกิดขึ้นจริง
สาม และอาจสำคัญที่สุด คือ AI ซึ่งกำลังทำงานหลายอย่างที่ปกติบัณฑิตใหม่จะเป็นผู้ทำ เช่น รวบรวมข้อมูล เขียนรายงานเบื้องต้น วิเคราะห์เอกสาร ทำ presentation เขียน code หรือทำงานสำนักงานซ้ำๆ ตำแหน่งระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็น “บันไดขั้นแรก” ของคนเพิ่งเรียนจบ กำลังหดตัวลง
คำถามของนายจ้างจึงค่อยๆ เปลี่ยนจาก “คุณจบอะไรมา?” ไปเป็น “คุณทำอะไรได้?” และต่อไปอาจกลายเป็น “คุณทำอะไรได้ ที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือคุณใช้ AI ทำให้งานดีขึ้นได้แค่ไหน?”
=== จีนเริ่มถอด “ชุดคลุมยาว” ของมหาวิทยาลัยแล้ว
ระหว่างปี 2021–2025 มหาวิทยาลัยจีนยกเลิกหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปกว่า 12,000 หลักสูตร และเปิดหลักสูตรใหม่อีกกว่าหมื่นหลักสูตร จีนอาจยังแก้ปัญหาไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งชัดเจน คือเขาไม่คิดว่าหลักสูตรมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ หลักสูตรที่เคยดีเมื่อสิบปีก่อน อาจไม่ดีพอสำหรับโลกอีกสิบปีข้างหน้า
แสดงว่า มหาวิทยาลัยเองก็มี “ชุดคลุมยาว” ที่ต้องกล้าถอดเช่นกัน
=== แล้วประเทศไทยล่ะ?
ประเทศไทยกำลังเผชิญภาพคล้ายกัน กระทรวงแรงงานรายงานผลการหารือกับภาคเอกชน 35 บริษัท เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ว่า มีความต้องการแรงงานในภาคการผลิตกว่า 114,305 อัตรา ขณะที่ผู้จบปริญญาตรีกว่า 51,000 คนยังอยู่ระหว่างหางาน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่ามีงานหรือไม่มีงานแต่อยู่ที่ ทักษะไม่ตรง ค่าตอบแทนไม่ตรง และอนาคตของงานไม่ตรงกับความคาดหวัง
ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่และนักเรียนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยกังวลที่สุด ดังเห็นได้จากคำถามยอดฮิต คือ “ลูกเราควรให้เรียนคณะไหนดี?” ความจริงน่าจะถามข้ามช็อตว่า “อีก 4 ปีข้างหน้า โลกมีความต้องการบัณฑิตแบบไหน?” เวลา 4 ปีในโลกยุคปัจจุบันนี้ น่าจะเทียบเท่ากับเวลา 40 ปีในสมัยที่คุณพ่อคุณแม่เรียนอยู่ ซึ่งความต้องการของตลาดอาจเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอีก ดังนั้น การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองและความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้ง just in time และ just in place มีความสำคัญมาก
=== สำหรับคนที่มีงานดีอยู่แล้ว
จงกอดงานไว้ให้แน่น เพราะจะมีทั้งคนและ AI พร้อมเข้ามาแทนที่เสมอ ดังนั้น พิจารณาโดยรอบคอบว่า ควรลาออกเพื่อไปสะสมปริญญาอีกใบหรือไม่ หรือใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่เป็นฐาน เรียนรู้ AI ควบคู่ไปกับการทำงาน แล้วนำ AI มาบูรณาการเข้ากับวิจารณญาณของมนุษย์ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ในบริบทของวิชาชีพ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ที่ AI เพียงลำพังทำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาเชิงวิชาชีพ (Professional Intelligence) ซึ่งในอนาคตอาจมีคุณค่ามากกว่าปริญญาเสียอีก




