กกร.ผวาตะวันออกเดือดยาวนาน ฉุดจีดีพีไทยดิ่ง เหลือ 1.3% เผยน้ำมันแพง-ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนดันค่าระวางเรือแพง เผยค่าประกันภัยสงครามพุ่ง 500% ปัดแทรกแซงตั้ง รมว.อุตคนใหม่
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย ร่วมแถลงข่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือนจะทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อค่าไฟและปัญหาเงินเฟ้อ
นายเกรียงไกรกล่าวว่า เบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป
นายเกรียงไกรกล่าวว่า กกร.เตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น
นายเกรียงไกรกล่าวว่า โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน เพราะในระหว่าง 60 วัน ไทยก็ยังมีการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมต่อเนื่องด้วย
"ทาง กกร.เสนอให้ไทยวางจุดยืนและท่าทีของไทยให้เป็นกลาง เหมือนสวิตเซอร์แลนด์ ไม่เป็นศัตรูกับใคร เป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุน"นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. หวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง "Reinvent Thailand"
ทั้งนี้ กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร. แม้จะเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นช่วงเริ่มต้น ยังคงกรอบเป้าหมายเดิม โดยจีดีพีอยู่ที่ 1.6-2% การส่งออกอยู่ที่ -1.5 ถึง -0.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2-0.7%
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบต่อค่าระวางเรือว่า ปัญหาค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นเกิดจากสองปัจจัยหลักคือ ค่าพลังงานและการ ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ตู้สินค้าจำนวนมากติดค้างอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ทำให้ซัพพลายตู้ทั่วโลกหายไปจากระบบ ส่วนค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) ปัจจุบันตู้ 20 ฟุต อยู่ที่ 2,000 เหรียญสหรัฐ, 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 เหรียญสหรัฐ และตู้แช่เย็นอยู่ที่ 4,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าประกันภัยสงครามพุ่งสูงขึ้น 400-500% อย่างไกร็ตามเรือบางลำไม่กล้าเข้าพื้นที่ สำหรับคำแนะนำสำหรับผู้ส่งออกคือ หากเรือยังเข้าท่าไม่ได้และต้องเสียค่าฝากเก็บของไว้เป็นเวลานานจะมีค่าใช้จ่ายมาก การนำสินค้ากลับมาอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
นายเกรียงไกรกล่าวถึงข่าวลือเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ตามที่มข่าวว่ามีแคนดิเดต 2 คนคือนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับนายวราวุธ ศิลปอาชา โดยมีการระบุว่านายเอกนัฏเป็นตัวเต็ง แต่ทางสภาอุตฯไม่เห็นด้วยแล้วไปคุยกับนายกฯนั้น ขอชี้แจงว่าไม่จริง เป็นข่าวลือ ยืนยันว่าสภาอุตฯ ไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี เราคุยกันในภาพใหญ่ว่าภายใต้สถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนมาก เศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้ก็มีสงคราม ประเทศจะต้องตั้งรับให้ดี ต้องหาคนที่มีความรู้ ความสามารถให้ตรงปก มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ




