พาณิชย์-ม.หอการค้าประสานเสียง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเมษาฯลดวูบ ต่ำสุดรอบ 8 เดือน พิษจากน้ำมันแพง ลุ้น 'ไทยช่วยไทยพลัส' รัฐบาล แจกเงิน 4 พันบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,321 ราย ครอบคลุมทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจาก 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อน
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก (1) ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (2) ราคาพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบจำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ (3) หนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง และ (4) ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี มีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน
วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือนมีนาคม เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามใตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผู้บริโภคเริ่มรับรู้ผลกระทบช้ากว่าผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้ผลิตและภาคธุรกิจรับรู้จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น สต็อกสินค้าที่กำลังหมดลง และยอดขายที่เริ่มชะลอ ขณะที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนยังไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากการลดค่าจ้างหรือเลิกจ้าง แต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็กเริ่มรับแรงกระแทกมากขึ้น
"สำหรับทิศทางเงินเฟ้อ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ที่ 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปถึง 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม สำหรับมาตรการรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ทั้งการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ประมง และเกษตร รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป อาจทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มดีขึ้น"นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะแจกเงินประชาชนและกลุ่มเปราะบางเดือนละ1 พันบาทรวม 4 เดือนนั้น หากมีผู้ใช้สิทธิราว 20-30 ล้านคน คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 200,000 ล้านบาทในช่วง 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงการบริโภคและลดแรงกระแทกจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
นายธนวรรธน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกยังไม่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยยังชะลอตัว แต่หากสถานการณ์สงครามไม่ลากยาว ราคาน้ำมันยังควบคุมได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มส่งผลบวก มีโอกาสที่จะเห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวช่วงปลายไตรมาส 3 อาจทำให้จีดีพี ปีนี้ขยับอยู่ในกรอบ 1.5-2.0% จากแรงหนุนมาตรการรัฐและปัจจัยภายนอกคลี่คลาย




