สศช. เตือน AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานไทยครั้งใหญ่ กระทบทั้งสายงานออฟฟิศ โปรแกรมเมอร์ และตำแหน่งระดับเริ่มต้น ขณะที่องค์กรเริ่มต้องการคนที่ใช้ AI เป็นมากขึ้น
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการ สศช. เปิดเผยรายงานหัวข้อ วิกฤตและโอกาส: อนาคตตลาดแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของ AI ซึ่งนำข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 4 ปี 2568 มาวิเคราะห์ร่วมกับโมเดลประเมินผลกระทบแรงงานระดับสากลของ Gmyrek et al. พบว่า แรงงานไทยราว 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี Generative AI
รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนทั้งสัญญาณบวกและความเปราะบางของเศรษฐกิจและสังคมไทย แม้การจ้างงานโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้น และจำนวนผู้ป่วยจากโรคเฝ้าระวังลดลง แต่ยังมีหลายประเด็นที่น่าจับตา ทั้งอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ตลอดจนสถานการณ์ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มีแนวโน้มแย่ลง
รายงานของ สศช. แบ่งแรงงานที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การถูกแทนที่งาน (Task Replacement) จำนวน 2.2 ล้านคน หรือ 5.4% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่มีลักษณะทำซ้ำ มีขั้นตอนชัดเจน และสามารถใช้ระบบอัตโนมัติหรือ AI เข้ามาทดแทนได้
ข้อมูลยังชี้ว่า แรงงานกลุ่มเสี่ยงถูกทดแทนจำนวนมากไม่ใช่แรงงานไร้ทักษะ แต่เป็นแรงงานที่มีการศึกษาระดับสูง โดย 55.8% จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ส่วนใหญ่จบด้านบริหารธุรกิจ มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน และมีอายุเฉลี่ย 36.5 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานสำคัญที่มักมีภาระทางการเงินและหนี้สิน ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงในกลุ่มทักษะปานกลาง ซึ่งมีจำนวนรวมราว 1.9 ล้านคน ได้แก่ งานเสมียน เลขานุการ และงานสนับสนุนสำนักงาน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52.5% ของกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะตำแหน่งเสมียนที่มีอยู่ประมาณ 750,000 คน นอกจากนี้ยังรวมถึงงานบริการลูกค้าและประชาสัมพันธ์ เช่น เจ้าหน้าที่ Contact Center กว่า 310,000 คน ตลอดจนสายงานบัญชีและการเงิน
ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานทักษะสูงกว่า 330,000 คน ก็เริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะสายงานการตลาด นักวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษาการลงทุน และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เนื่องจาก AI สามารถประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์ และเขียนโปรแกรมได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้หลายองค์กรเริ่มปรับรูปแบบการใช้แรงงานในสายงานเหล่านี้
สำหรับแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณ 6.5 ล้านคน อยู่ในกลุ่มที่ AI เข้ามา เสริมการทำงาน (Task Augmentation) มากกว่าทดแทนทั้งหมด โดยแรงงานกลุ่มนี้ยังต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์ควบคู่กับการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน และเริ่มมีการนำ AI มาใช้ในงานขาย งานบริการลูกค้าผ่าน Chatbot รวมถึงการวางแผนเส้นทางในภาคขนส่ง
รายงานยังเตือนถึงปรากฏการณ์ Downshifting หรือการที่แรงงานทักษะสูงและทักษะปานกลางซึ่งได้รับผลกระทบจาก AI ต้องย้ายไปทำงานที่ใช้ทักษะต่ำลงและมีรายได้ลดลง เช่น งานรับจ้างทั่วไปหรือแพลตฟอร์มส่งสินค้า เนื่องจากบางอาชีพในกลุ่มทักษะต่ำยังได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่าในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานระดับล่างรุนแรงขึ้นและกดดันค่าจ้างในอนาคต
อีกประเด็นที่ สศช. จับตาคือ ผลกระทบต่อการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่ หลังหลายองค์กรเริ่มลดการรับพนักงานในตำแหน่งระดับเริ่มต้น (Entry-level) โดยเฉพาะงานลักษณะรูทีนที่ AI สามารถช่วยดำเนินการได้ ส่งผลให้ตลาดแรงงานมีแนวโน้มต้องการบุคลากรที่มีประสบการณ์ หรือมีทักษะด้าน AI และการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีมากขึ้น
รายงานยังระบุว่า การพัฒนาเทคโนโลยีจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI และ Physical AI ซึ่งสามารถวางแผนและทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ อาจส่งผลต่อแรงงานในภาคการผลิตและโลจิสติกส์มากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะงานเชิงกายภาพและงานปฏิบัติการที่เคยได้รับผลกระทบจาก AI ค่อนข้างจำกัดในช่วงแรก
นอกจากประเด็นด้าน AI แล้ว รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ยังสะท้อนความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยจากหลายปัจจัย โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือประมาณ 390,000 คน ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27% และมีผู้ว่างงานแฝงกว่า 220,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานการศึกษาน้อยในภาคเกษตรกรรม
ด้านภาระทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลเครดิตบูโรระบุว่า สินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัย
รายงานยังกล่าวถึงความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างภาพปลอมเพื่อหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นรวดเร็ว ขณะที่การกำกับดูแลและการปรับตัวของสังคมยังตามไม่ทัน
ข้อเสนอแนะของ สศช. ระบุว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI ให้ได้ 30,000 คนภายใน 3 ปี พร้อมสนับสนุนให้แรงงานพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ AI และการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี รวมถึงจัดทำมาตรการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ และพัฒนากรอบกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลดิจิทัลให้ชัดเจนมากขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า ไทยมีกำลังแรงงานรวม 41.9 ล้านคน มีผู้มีงานทำ 41.2 ล้านคน แม้การจ้างงานเพิ่มขึ้นจากภาคเกษตรและการค้า แต่การว่างงานที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ต่อสินเชื่อรวมที่เพิ่มเป็น 9.59% สะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยยังเผชิญแรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม: ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569




