'ซีพี' แจงขอสิ้นสุดสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เป็นการใช้สิทธิตามสัญญา ไม่ใช่ยกเลิกโครงการทันที ยังหวังหาทางออกที่เหมาะสมได้
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้ได้รับสัมปทานการร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท เผยแพร่เอกสารชี้แจงว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยื่นหนังสือใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยข้อมูลบางส่วนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานะของโครงการ เจตนาของบริษัท และกระบวนการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน
เอกสาระบุว่า บริษัทขอยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญาและแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในสัญญา มิได้หมายความว่าบริษัทได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที ทั้งนี้ การพิจารณาประเด็นต่างๆ ของโครงการยังอยู่ภายใต้กระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามสัญญาร่วมลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้พบข้อเท็จจริงและข้อจำกัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของโครงการ โดยที่ผ่านมา คู่สัญญาได้ร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางดำเนินการในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป
เอกสารระบุว่า ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีผลต่อความพร้อมในการดำเนินโครงการในหลายด้าน
เอกสารระบุว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทขอเรียนว่า โครงการได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วตั้งแต่ปี 2565 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้รับความร่วมมือจาก BOI ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในปี 2567 การขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้หมดอายุลง โดยการยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องอาศัยรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการที่มีความชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังมีบางประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน จึงส่งผลต่อการดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการที่ BOI ไม่ให้การสนับสนุน หรือไม่เห็นชอบต่อการดำเนินโครงการแต่อย่างใด
เอกสารระบุว่า ในส่วนของการใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุน และการพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการผิดสัญญา การละทิ้งงาน หรือเป็นความรับผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ด้านนายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบของสัญญา กฎหมาย และประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
"บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่แนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานทุกขั้นตอน"นายสฤษดิ์กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ระบุเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนไว้ 3 กรณี เมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
กรณีที่ 1 เมื่อครบระยะเวลาของโครงการฯ 50 ปี
กรณีที่ 2 เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.2 เงื่อนไขการยกเลิก/สิ้นสุดสัญญา มี 3 ประเด็นคือ 1.การส่งมอบพื้นที่ของโครงการไม่ได้ 2.การส่งมอบพื้นที่สนับสนุนบริการของโครงการ หรือ TOD ไม่ได้ 3.การรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชน หรือ บัตรบีโอไอ ไม่ได้
กรณีที่ 3 เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุน เพราะเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อ 30.2 คือ 1.ความผิดเกิดจากเอกชน 2.ความผิดเกิดจากฝ่ายรัฐ(ร.ฟ.ท.) 3.เลิกเพราะใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ 4.เลิกเพราะเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน




