News Logo
หน้าแรก
WHO ผวา 'อีโบลา' ระบาดข้ามประเทศ เสียชีวิตพุ่ง 130 ราย ยังไร้วัคซีน

WHO ผวา 'อีโบลา' ระบาดข้ามประเทศ เสียชีวิตพุ่ง 130 ราย ยังไร้วัคซีน

20 พ.ค. 2569 13:53
ผู้ชม 14 คน

WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังอีโบลาสายพันธุ์หายากระบาดหนักในคองโกลามสู่อุกันดา ผู้ป่วยต้องสงสัยทะลุ 500 ราย เสียชีวิตกว่า 130 ราย ขณะที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ ทำให้ทั่วโลกจับตาความเสี่ยงลุกลามในเขตเมืองและข้ามพรมแดนอย่างใกล้ชิด

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการระบาดของ โรคอีโบลา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และอุกันดา หลังจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดย นพ.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ระบุว่า กำลังกังวลอย่างมาก เพราะโรคกำลังแพร่เร็วและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มลุกลามข้ามพรมแดน และมีความเสี่ยงแพร่กระจายในเขตเมืองขนาดใหญ่

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ภายในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด พบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 26 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่เข้าข่ายต้องสงสัยสะสมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 131 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งสูงกว่า 543 รายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ส่วนในกรุงกัมปาลา ประเทศอุกันดา มีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 2 ราย โดยอย่างน้อย 1 รายเสียชีวิต

WHO ระบุว่า การระบาดเริ่มต้นในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของ DRC ซึ่งเป็นพื้นที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ มีประชาชนอพยพจำนวนมาก และระบบสาธารณสุขอ่อนแออย่างหนัก ก่อนที่เชื้อจะขยายไปยังพื้นที่อื่นและข้ามพรมแดนสู่อุกันดา จน WHO ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หรือ PHEIC เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569

ข้อมูลของ WHO ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า พบผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 8 ราย ผู้ป่วยต้องสงสัย 246 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัย 80 ราย กระจายอยู่ในเขตสุขภาพอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ บูเนีย รวัมปารา และมองบวาลู โดยหลายพื้นที่เข้าถึงได้ยากจากปัญหาความมั่นคง

การระบาดครั้งนี้สร้างความกังวลเป็นพิเศษ เพราะเชื้อที่พบคือ อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo Ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากที่เคยระบาดเพียง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ คือในอุกันดาช่วงปี 2550-2551 และใน DRC เมื่อปี 2555 ต่างจากสายพันธุ์แซร์ที่เคยระบาดใหญ่ในแอฟริกาและมีการพัฒนาวัคซีนกับยารักษาแล้ว โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับสายพันธุ์บุนดิบูเกียวโดยเฉพาะ

WHO อธิบายว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งใน 4 สายพันธุ์หลักของอีโบลาที่ก่อโรคในมนุษย์ แม้อัตราเสียชีวิตเฉลี่ยจะอยู่ราว 25-50% ต่ำกว่าสายพันธุ์แซร์ที่เคยมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 90% ในบางการระบาด แต่ความท้าทายสำคัญคือ ความหายากของเชื้อทำให้เครื่องมือวินิจฉัย วัคซีน และแนวทางรักษาเฉพาะยังมีจำกัด

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières: MSF) รายงานว่า จุดเริ่มต้นของการระบาดมาจากการตรวจพบผู้เสียชีวิตจำนวนมากในพื้นที่มองบวาลูตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนเมษายนที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 55 รายภายในระยะเวลาสั้นๆ สะท้อนว่าเชื้ออาจแพร่ในชุมชนมาระยะหนึ่งแล้วก่อนถูกตรวจพบ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อีโบลาแพร่ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือการดูแลผู้ป่วยและพิธีฝังศพที่ไม่ปลอดภัย ไม่ได้แพร่ทางอากาศ อย่างไรก็ตาม อาการระยะแรกมักคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า ก่อนอาการจะรุนแรงขึ้นเป็นอาเจียน ท้องเสีย ภาวะอวัยวะล้มเหลว และอาจมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก

อีกปัจจัยที่ทำให้การควบคุมโรคยากขึ้น คือความขัดแย้งทางอาวุธในพื้นที่อิตูรี ซึ่งส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์หลายรายติดเชื้อและเสียชีวิต ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพตลอดเวลา รวมถึงแรงงานเหมืองทองและผู้ลี้ภัยที่เดินทางข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานผู้ติดเชื้อเดินทางเข้าสู่กรุงกัมปาลา ซึ่งเป็นเขตเมืองขนาดใหญ่ของอุกันดาแล้ว

นอกจากนี้ WHO ยังระบุว่า ชุดตรวจภาคสนามจำนวนมากถูกออกแบบมาสำหรับอีโบลาสายพันธุ์แซร์ ทำให้การตรวจยืนยันสายพันธุ์บุนดิบูเกียวทำได้ช้ากว่าเดิม ส่งผลให้การแยกผู้ป่วยและติดตามผู้สัมผัสล่าช้าไปด้วย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวเช่นกัน โดย Reuters รายงานว่า การค้าชายแดนระหว่าง DRC กับอุกันดาชะลอตัว การผลิตในเหมืองทองได้รับผลกระทบ ขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่หลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากบ้าน ทำให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นเพิ่มสูงขึ้น

ด้านผลกระทบทางมนุษยธรรม WHO และหน่วยงานช่วยเหลือระบุว่า เด็กและผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากมาตรการกักกันโรค การขาดแคลนอาหาร และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ขณะที่หลายครอบครัวสูญเสียรายได้และต้องเผชิญความยากลำบากในการดูแลผู้ป่วย

ขณะนี้ WHO และ MSF รวมถึงพันธมิตรด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ กำลังพิจารณาการใช้วัคซีนและยาทดลองที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เพื่อควบคุมการระบาดโดยเร็วที่สุด ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนการเดินทางระดับสูงสุดสำหรับบางพื้นที่ใน DRC แล้ว

การระบาดครั้งนี้ถือเป็นการระบาดอีโบลาครั้งที่ 17 ของ DRC นับตั้งแต่มีการค้นพบโรคเมื่อปี 2519 ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเตือนว่า หากไม่สามารถควบคุมการแพร่เชื้อในชุมชนและเขตเมืองได้อย่างรวดเร็ว การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูกโยครั้งนี้อาจยืดเยื้ออีกหลายเดือน และเสี่ยงลุกลามในระดับภูมิภาคได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อุตุฯ เตือนมรสุมหนักทั่วไทย 20-21 พ.ค. อีสาน-ใต้หนักสุด กทม.เจอฝน 60%
อุตุฯ เตือนมรสุมหนักทั่วไทย 20-21 พ.ค. อีสาน-ใต้หนักสุด กทม.เจอฝน 60%