จากกรณีหญิงวัย 28 ปี ซึ่งทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยด้านกาฬโรค (Irkutsk Anti-Plague Research Institute )ในแคว้นอีร์คุตสค์ ประเทศรัสเซีย ป่วยด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงไม่ทราบสาเหตุและเสียชีวิต หลังเข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเมื่อมีรายงานผู้สัมผัสอย่างน้อย 197 รายอยู่ระหว่างการติดตามอาการ แม้ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากเชื้อกาฬโรค หรือพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน
กรมควบคุมโรคของไทยจึงเร่งติดตามสถานการณ์ผ่านกลไกกฎอนามัยระหว่างประเทศ IHR National Focal Point: IHR-NFP) โดยการประเมินเบื้องต้นพบว่า ความเสี่ยงที่เชื้อจะเข้าสู่ประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเหตุการณ์ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดในชุมชนหรือนอกพื้นที่
‘กาฬโรค’ คืออะไร
กาฬโรค (Plague) โรคระบาดรุนแรงที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า เยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) โดยแบคทีเรียชนิดนี้มักจะอาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดเล็ก เช่น หมัดหนู และเมื่อหมัดหนูที่มีเชื้อโรคนี้กัดและปล่อยเชื้อ ก็จะทำให้ผู้ที่ถูกกัดป่วยเป็นกาฬโรคได้
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ตำแหน่งและลักษณะการติดเชื้อ
1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague)
ผู้ป่วยมักมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียอย่างรวดเร็ว จุดสังเกตสำคัญคือ ต่อมน้ำเหลืองจะบวมและเจ็บ ซึ่งอาจพบได้อย่างน้อย 1 จุดตามร่างกาย
2. กาฬโรคปอด (Pneumonic plague)
เป็นโรคติดต่อร้ายแรงและสามารถก่อให้เกิดการระบาดรุนแรงได้ผ่านการแพร่กระจายจากคนสู่คนโดยอาศัยละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยอาจมีไข้ ไอ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจตื้น หรือเจ็บหน้าอก ก่อนเกิดภาวะปอดบวมอย่างรวดเร็ว ในบางรายอาจมีน้ำมูกหรือน้ำมูกปนเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวหรือช็อกได้
3. กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษหรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Plague)
กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษเกิดขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่อื่นในร่างกาย เช่น ปอด หรือผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน และอาจเกิดภาวะช็อก รวมถึงมีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย
กาฬโรคปอดแพร่จากคนสู่คนได้อย่างไร
ประเด็นที่ทำให้กาฬโรคปอดแตกต่างจากกาฬโรคบางรูปแบบ คือ สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่สามารถแพร่เชื้อและมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น เชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย เช่น จากการไอหรือจาม ดังนั้น การพบผู้ป่วยกาฬโรคปอดจึงจำเป็นต้องมีมาตรการแยกผู้ป่วย ค้นหาผู้สัมผัส และติดตามอาการอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนการรักษากาฬโรค
หากสงสัยว่ามีอาการคล้ายคลึงโรคนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
รีบทำการเพาะเชื้อจากเลือด และหนองที่ต่อมน้ำเหลือง
ให้ยาปฏิชีวนะก่อนที่จะทราบผลเพาะเชื้อ
สำหรับผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยจะต้องกักตัวไว้สังเกตอาการ และให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน
ป้องกันอย่างไรในชีวิตประจำวัน
แม้สถานการณ์ล่าสุดยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อกาฬโรคในรัสเซีย และประเทศไทยมีความเสี่ยงนำเข้าเชื้ออยู่ในระดับต่ำ แต่การป้องกันโรคยังคงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการลดโอกาสสัมผัสสัตว์ฟันแทะและหมัด
หลักปฏิบัติสำคัญ ได้แก่
จัดการขยะให้มิดชิด ไม่ปล่อยให้มีขยะกองสะสมซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตาย หากจำเป็นต้องสัมผัสควรสวมถุงมือ
ป้องกันและกำจัดหมัดในสัตว์เลี้ยง อย่างสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงการนอนร่วมกับสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งอาจสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือหมัดภายนอกบ้าน
หากเดินทางหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและสัตว์ป่วยหรือตาย

กาฬโรค
ทั้งนี้ นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทาง เที่ยวบิน หรือเปิดการคัดกรองพิเศษ ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ เนื่องจากระบบเฝ้าระวังปกติของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ ทั้งนี้ โรคที่อยู่ใน พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 นั้นประเทศไทยจะต้องมีระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การสอบสวนโรค และความพร้อมทางห้องปฏิบัติการอย่างครบถ้วน หากพบผู้เดินทางที่มีอาการสงสัย (ไข้ ร่วมกับปอดอักเสบรุนแรง และมีประวัติสัมผัสเสี่ยง) สามารถเข้าสู่กระบวนการแยกกัก รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และสอบสวนโรคได้อย่างทันท่วงที โดยกรมควบคุมโรคจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง




