ปี 2568 ร้อนติดอันดับ 3 ของโลก นักวิทยาศาสตร์คาดปี 2569-2573 อุณหภูมิอาจพุ่งติดอันดับ 1-5 ทั้งยังเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรปและเอเชีย อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดใหม่ รวมถึงเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว อย่างเช่น ไฟป่า ภัยแล้ง และเกิดน้ำท่วมถี่และรุนแรงมากขึ้น
ปี 2568 (ค.ศ. 2025) ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการว่า เป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิอย่างเป็นระบบเมื่อกว่า 170 ปีก่อน สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ภาวะโลกร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนในรายงานวิชาการอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสภาพปกติใหม่ของโลก
ขณะเดียวกัน รายงานคาดการณ์จากองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในช่วงปี 2569-2573 (2026-2030) โลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปีที่ร้อนจัดติดอันดับ 1-5 ของประวัติศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปี 68 ความร้อนระดับ “ท็อป 3” ของโลก
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปอย่าง Copernicus Climate Change Service ยืนยันตรงกันว่า อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในปี 2568 สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส ทำให้ปีนี้ติดอันดับ 3 ของปีที่ร้อนที่สุด รองจากปี 2567 และ 2566
สิ่งที่น่ากังวลคือ ความร้อนระดับที่เกิดขึ้น แม้บางช่วงของปีจะได้รับอิทธิพลจากลานีญา ซึ่งตามธรรมชาติควรช่วยกดอุณหภูมิโลกให้ลดลงเล็กน้อย นั่นหมายความว่า “ความร้อนพื้นฐาน” ของระบบภูมิอากาศโลกได้ขยับสูงทะลุเกณฑ์ไปแล้ว และผลที่ตามมาในหลายภูมิภาคก็คือ
• คลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรปและเอเชีย
• อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดใหม่
• เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว อย่างเช่น ไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วมเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์ว่า โลกกำลังสะสมความร้อนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ปรากฏการณ์โลกร้อนไม่ได้ทำงานแบบขึ้น-ลงปีต่อปี แต่เป็นผลจากการสะสมก๊าซเรือนกระจกและความร้อนในมหาสมุทร ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “แบตเตอรี่ความร้อน” ของโลก
ข้อมูลจาก WMO ระบุว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90% ของพลังงานความร้อนทั้งหมด เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น โลกจะเย็นลงได้ยาก แม้จะไม่มีเอลนีโญ นั่นทำให้ปีที่ร้อนจัดในอดีต กลายเป็นฐานใหม่สำหรับปีถัดไป และเปิดทางให้เกิดสถิติใหม่ได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ
ปี 69-73 ทำไมโลกเสี่ยงติดอันดับ 1-5 อีกหลายปี
รายงาน “Global Annual to Decadal Climate Update” ของ WMO ซึ่งใช้แบบจำลองจากศูนย์พยากรณ์ชั้นนำทั่วโลก ระบุว่า มีโอกาสสูงกว่า 80% ที่อย่างน้อยหนึ่งปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะร้อนกว่าปีที่เคยทำสถิติสูงสุด
อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในช่วงปี 2569-2573 มีแนวโน้มอยู่ในระดับ 1.2-1.9 องศาเซลเซียสเหนือยุคก่อนอุตสาหกรรม และมีความเป็นไปได้ที่บางปีจะแตะหรือเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเป็นรายปี แม้เป้าหมายความตกลงปารีสจะมองระดับนี้เป็น “เส้นอันตราย”
ขณะที่การวิเคราะห์ของสำนักข่าวด้านภูมิอากาศอย่าง Carbon Brief ชี้ว่า ปี 2569 (2026) มีโอกาสสูงที่จะอยู่ในกลุ่มปีร้อนที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะหากเกิดเอลนีโญรอบใหม่ซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ “อันดับความร้อน” แต่คือความถี่ของเหตุการณ์สุดขั้วที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร
ต้นทุนในการปรับตัวที่สูงขึ้นทุกปี หากยังปล่อยให้โลกร้อนขึ้นต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกอาจไม่ได้เผชิญ “ปีร้อนที่สุด” เพียงปีเดียว แต่กำลังเข้าสู่ยุคของปีร้อนที่สุดซ้ำซาก
กล่าวโดยสรุป ปี 2568 ที่ร้อนติดอันดับ 3 ของโลก อาจไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นเพียงทางผ่าน โดยข้อมูลวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า หากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โลกในช่วงปี 2569-2573 มีโอกาสสูงที่จะเห็นปีใหม่ๆ ที่สภาพอากาศร้อนพุ่งขึ้นไปติดอันดับ 1-5 ของประวัติศาสตร์อีกหลายครั้ง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ปีไหนจะร้อนที่สุด” แต่คือ มนุษยชาติจะชะลอความร้อนนี้หรือทั่วโลกจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ทันเวลาหรือไม่
อ้างอิง:
• World Meteorological Organization (WMO)
• State of the Global Climate / Global Annual to Decadal Climate Update
• Copernicus Climate Change Service (C3S), European Union
• Global Surface Air Temperature Records
• Carbon Brief
• State of the climate analysis and global temperature outlook
• IPCC AR6 Synthesis Report





