อาสาสมัครทีมส้มสู้ไฟระบุ ไฟป่าเชียงใหม่รุนแรงเกินกว่า 'วิกฤต' เนื่องจากไม่มีงบกลางสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น ส่งผลให้หน้างานได้รับผลกระทบ อดีต สส.สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์จากพรรคประชาชน แนะรัฐควรบริหารจัดการไฟป่าทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วงเกิดเหตุ
นายเอื้อการย์ อารามรักษ์ อาสาสมัครทีมส้มสู้ไฟ เปิดเผยกับ Next News ว่า สถานการณ์ไฟป่า จ.เชียงใหม่ ทวีความรุนแรงขึ้นเกินคำว่า 'วิกฤต' โดยเฉพาะพื้นที่ป่าในอุทยานไหม้ไปกว่า 70% สถานการณ์ไฟป่าปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว 2-3 เท่า สาเหตุหลักเกิดจากการที่รัฐบาลไม่ยอมจ่ายงบกลางลงมาเพื่ออุดหนุนท้องถิ่น ทำให้ไม่มีการจ้างคนเฝ้าป่าและไม่มีอุปกรณ์ดับไฟป่า ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะงบกลางจำเป็นต้องมาจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม
"ปีก่อนๆ เวลาผมลงพื้นที่ ผมจะเจอชาวบ้านเฝ้าระวังไฟแทบทุกพื้นที่ แต่ปีนี้แทบไม่เจอเลย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านพบว่า งบประมาณปีนี้บางหมู่บ้านถูกหั่นครึ่ง บางหมู่บ้านไม่ได้เลย พอไม่มีคนเฝ้า การลักลอบเผาก็ทำได้ง่ายขึ้น" นายเอื้อการย์ ระบุ
สำหรับปัญหาในระดับหน้างาน นายเอื้อการย์ ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มคนจุดไฟมีหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวบ้านเท่านั้น ทำให้เกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันทีมดับไฟก็มีหลายหน่วยงานเช่นกัน ส่งผลให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของอาสาสมัคร
ทั้งนี้ ล่าสุดทีมส้มสู้ไฟ 2 รายได้รับบาดเจ็บขณะกำลังปฏิบัติภารกิจ โดยขณะที่ทีมส้มสู้ไฟกำลังปฏิบัติหน้าที่บริเวณ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้เกิดเหตุไฟล้อมจนทำให้ไฟลวกอาสาสมัคร 2 ราย รายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่มือ 1 ข้าง อีกรายได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ข้าง จากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า ทีมดับไฟทีมอื่นได้มีการจุดไฟชนไฟสวนขึ้นมาจากด่านล่างจนทำให้เกิดไฟล้อมอาสาสมัครอีกทีม
"คนเจ็บเป็นอาสาสมัคร ตอนเช้าเรานัดแนะกับทีมพ่อหลวงและทีมอุทยานเพื่อแยกกันไปทำภารกิจ ทีมอุทยานจะทำแนวกันไฟลงไปจากสันเขา ทีมสู้ไฟจะดับไฟ แต่หลังจากปล่อยทีมไปได้ 10-15 นาที หัวหน้าทีมแจ้งว่า มีไฟล้อมมาจากด้านหลัง จากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า มีทีมอื่นจุดไฟชนมาจากข้างล่างซึ่งผิดวิธี นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันอีกด้วย" นายเอื้อการย์ กล่าว

ภาพอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บ
ทั้งนี้ นายเอื้อการย์ ได้ย้ำว่า งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีการประกาศเขตภัยพิบัติในบางพื้นที่ แต่ไม่แน่ใจว่างบฯ จะถูกดึงมาใช้ในช่วงเวลาใด เพราะปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่าค่อนข้างรุนแรง และคาดการณ์ว่า สิ้นเดือนเมษายนนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่หากงบประมาณถูกเบิกมาใช้หลังจากนั้นอาจไม่ทันเวลา
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่สะท้อนให้เห็นปัญหาตั้งแต่งบประมาณที่ส่งผลกระทบไปถึงบุคลากรทำงานอยู่หน้างาน ซึ่ง นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ามี 2 ประเภท คือ ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยธรรมชาติป่าเหล่านี้จะเริ่มผลัดใบในเดือนธันวาคม และเข้าสู่ช่วงแล้งจัดในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน ส่งผลให้ห้วงเวลานี้ประชาชนมักเผชิญกับปัญหา PM2.5 ดังนั้การบริหารจัดการไฟก่อนจะเกิดไฟป่าถือเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา แต่รัฐมักให้ความสำคัญหลังจากที่เกิดไฟป่าขึ้นแล้วเท่านั้น
นายมานพ เสนอว่า การจัดการไฟป่าควรครอบคลุมทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แค่เดือนใดเพียงเดือนเดียว และควรบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับคนในพื้นที่ และในช่วงวิกฤตเช่นนี้สิ่งที่รัฐควรทำคือการจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจลาดตระเวน ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีความรู้มากที่สุดและสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีที่สุด ชุดลาดตระเวนจะคอยสอดส่องว่าใครเป็นผู้เผาป่า และการเผานั้นเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ คนกลุ่มนี้เมื่อเกิดไฟป่าจะสามารถเข้าระงับเหตุได้ในทันที
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์รุนแรงเกินไปก็ประสานติดต่อเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยจัดการ สำหรับในระยะยาว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ โดยต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งว่า พื้นที่ป่าตรงนี้ควรใช้ความรู้อะไรเข้าไปจัดการและเฝ้าระวังในช่วงวิกฤต และให้ทุกหน่วยงานเข้ามาบริหารพื้นที่ร่วมกัน




