News Logo
หน้าแรก
เปิดมุมมอง ‘วิล โรบินสัน’ จากเมืองผู้ดี หนีตายฝุ่นพิษเชียงใหม่ซ้ำซาก

เปิดมุมมอง ‘วิล โรบินสัน’ จากเมืองผู้ดี หนีตายฝุ่นพิษเชียงใหม่ซ้ำซาก

14 เม.ย. 2569 09:00
ผู้ชม 4 คน

PM2.5 ภาคเหนือพุ่งแตะระดับอันตรายซ้ำทุกปี ดันเชียงใหม่ติดอันดับเมืองอากาศแย่ที่สุดของโลก เสียงสะท้อนชาวต่างชาติ “รักแต่ต้องหนี” สะท้อนภาพของปัญหาที่ยืดเยื้อ กระทบทั้งต่อสุขภาพ-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต คำถามใหญ่ยังคงอยู่ ทำไมวิกฤตนี้ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม?

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือกลับมาทวีความรุนแรงมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในปี 2569 โดยหลายช่วงเวลาค่าฝุ่นพุ่งขึ้นสู่ระดับอันตรายต่อสุขภาพ และทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกแบบเรียลไทม์ ดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่จะคลี่คลายลง แต่มากกว่านั้นเป็นการตอกย้ำว่า สถานการณ์ภัยพิบัติจากมลพิษอากาศที่เกิดขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี...แทบมองไม่เห็นโอกาสว่า ใครจะหยิบยื่น ‘อากาศบริสุทธิ์’ ให้แก่คนภาคเหนือ 

จากรายงานของ IQAir ระบุว่า ในช่วงฤดูเผาปี 2569 เชียงใหม่เคยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านมลพิษทางอากาศ โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) บางช่วงพุ่งสูงเกินระดับ 300 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะคนไทย แต่ยังส่งผลต่อชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่พำนักระยะยาว ซึ่งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายต่อเนื่องนานหลายเดือนในแต่ละปี

วิล โรบินสัน (Will Robinson) โปรดิวเซอร์เพลงชาวอังกฤษ ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมดนตรีระดับนานาชาติ และเคยทำงานทั้งในฐานะผู้บริหารการผลิตเพลง โปรโมเตอร์ และผู้กำกับ บอกกับ Next News ว่า ตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเมื่อกว่า 14 ปีก่อน ด้วยความหลงใหลในวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ของภาคเหนือ โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานอัลบั้ม “The Beautiful North” ที่ถ่ายทอดความงดงามของอาณาจักรล้านนา

วิล บอกว่า หลังจากได้มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ได้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตในเชียงใหม่มาแล้วถึง 6 ปี โดยยอมรับว่าหลงรักภาคเหนือของไทยอย่างมาก ทว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงและเกิดขึ้นซ้ำซากในทุกปี ทำให้จำต้องย้ายออกจากพื้นที่ในช่วงฤดูฝุ่นเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพ แม้ยังคงตั้งใจจะใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทยต่อไป ด้วยความผูกพันต่อผู้คนและวิถีชีวิตก็ตาม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิลเลือกเดินทางไปพักอยู่ที่หัวหินประมาณ 3-4 เดือนต่อปี เนื่องจากไม่สามารถทนต่อมลพิษที่ย่ำแย่ในเชียงใหม่ได้ วิลเรียกฝุ่นชนิดนี้ว่า ‘ฆาตกรเงียบ’ ที่ค่อยๆ ทำลายสุขภาพของผู้คนโดยที่มองไม่เห็น

วิลเล่าย้อนถึงประสบการณ์เลวร้ายว่า เคยประสบปัญหาสุขภาพรุนแรงจากมลพิษทางอากาศ ทั้งการติดเชื้อในทรวงอก ไซนัสอักเสบ และภาวะปอดยุบ ซึ่งทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจหลีกเลี่ยงเชียงใหม่ในช่วงฤดูฝุ่นอย่างจริงจัง

วิลอธิบายมุมที่ได้เห็นจากหน้าต่างเครื่องบิน ระหว่างทะยานตัวขึ้นจากตัวเมืองเชียงใหม่ว่า นั่นคือเป็นภาพจำที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาได้อย่างชัดเจน โดยชั้นบนที่เห็นแยกท้องฟ้าสีฟ้าใส ตัดกับภาพด้านล่างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ ซึ่งเป็นอากาศที่ผู้คนในพื้นที่ต้องหายใจเข้าไปในชีวิตประจำวันอย่างมิอาจปฏิเสธ

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่สุขภาพ แต่ยังลุกลามไปถึงวิถีชีวิตและต้นทุนทางเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงการที่วิลต้องย้ายที่อยู่อาศัยปีละหลายเดือน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าเช่าที่พักสองแห่ง ค่าขนย้ายทรัพย์สิน และการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมแห่งใหม่

นั่นเป็นสภาพจำยอมที่วิลจำต้องปฏิบัติเป็นประจำในทุกปี  พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาฝุ่นพิษกำลังยืดระยะเวลานานขึ้น จากเดิมที่สิ้นสุดในช่วงเดือนเมษายน แต่ปัจจุบันกลับลากยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ทำให้ฤดูฝุ่นกินระยะเวลานานถึง 4 เดือน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งปี

นอกจากตัววิลเองแล้ว ยังเล่าถึงกรณีเพื่อนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือด้วย ซึ่งป่วยเป็นโรคปอดบวมอย่างรุนแรง และต้องถูกส่งตัวด้วยรถพยาบาลออกจากพื้นที่มลพิษเป็นการด่วน เนื่องจากแพทย์ประเมินว่า หากยังอยู่ต่ออาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต...ซึ่งเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียว

อันตรายจากฝุ่นพิษสอดคล้องกับรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า PM2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็กที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง โดยไม่มีระดับความปลอดภัยที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม วิลมองว่า ปัญหาสำคัญอีกด้านคือ การรับรู้ของผู้คนในพื้นที่ที่ยังประเมินอันตรายของฝุ่น PM2.5 ต่ำจนเกินไป โดยยกตัวอย่างว่า ค่ามลพิษในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนหรือแมนเชสเตอร์อยู่ที่ระดับประมาณ 30-50 ขณะที่เชียงใหม่บางวันพุ่งสูงถึง 500 ซึ่งถือว่ามีระดับแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพสะท้อนความรุนแรงผ่านตัวเลขค่าฝุ่นนั้นดูเลวร้ายมากแล้ว ทว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศกลับยังไม่เพียงพอและทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์รุนแรง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม ทั้งที่ควรจะได้รับสิทธินั้นจากภาครัฐ

ในมุมมองเชิงนโยบาย ‘วิล’ ตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐและความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยสะท้อนว่า แม้จะมีการหารือระหว่างประเทศในอาเซียนเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

“หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมอยากที่จะกลับไปใช้ชีวิตในเชียงใหม่อีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ปัญหาจะได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน” วิลกล่าว

สถานการณ์ความรุนแรงของมลพิษอากาศที่ติดอันดับโลกของเชียงใหม่ผ่านมุมมองของวิล ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติที่ใครๆ ก็ต้องจำยอม แต่มันบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำในแง่ทางเลือกอย่างชัดเจน โดยผู้ที่มีศักยภาพทางการเงินสามารถอพยพหนีย้ายออกจากพื้นที่ได้ ในขณะที่ประชาชนอีกจำนวนมากซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางมลพิษต่อไป..ไม่มีแม้แต่คำว่า...ทางเลือก

‘วิล โรบินสัน’ ทิ้งท้ายว่า ปัญหา PM2.5 ในเชียงใหม่ไม่ใช่แค่เพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง และสำหรับตัววิลมีคำถามที่ยังคงค้างคา คือ เหตุใดสวรรค์ล้านนาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรม จึงยังคงต้องเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัยนานถึงหนึ่งในสามของทุกปี… ซึ่งคงไม่ใช่แค่ ‘วิล’ ที่เฝ้ารอคำตอบนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ มช. VS ทีมอาสาดับไฟ  ถกชิงเผา/เก็บเห็ด ใครผลาญป่าภาคเหนือ?
นักวิชาการ มช. VS ทีมอาสาดับไฟ ถกชิงเผา/เก็บเห็ด ใครผลาญป่าภาคเหนือ?