สภาลมหายใจเชียงใหม่ออกแถลงการณ์จี้รัฐบาลทบทวนคำสั่งห้ามเผาแบบเหมาเข่ง เนื่องจากการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างไม่แยกแยะเป็นการผลักชาวบ้านให้กลายเป็นศัตรู จี้ ครม.หยิบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่สภาฯ ก่อนเดดไลน์ 13 พ.ค. นี้
สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และองค์กรภาคี ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่าสืบเนื่องวิกฤตมลพิษทางอากาศของ จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานนับ 2 ทศวรรษ โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากหลายแหล่ง ทั้งภาคเมือง ขนส่งสาธารณะ การเผาในที่โล่งเกษตรและป่าไม้ ฝุ่นควันข้ามแดนที่เกี่ยวกับหลายมิติที่ซับซ้อนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ชุมชนสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คุณภาพชีวิตของทุกๆ คนที่ต้องหายใจและต้องใช้ชีวิตท่ามกลางวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 ในทุกๆ ปี
แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ปัจจุบันมีมาตรการทางนโยบายเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ ทั้งการประกาศเขตควบคุมมลพิษ (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน) ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม, ประกาศห้ามเผาพื้นที่เกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2569 และประกาศจังหวัดเชียงใหม่ 1 มกราคม-31 พฤษภาคม 2569 ห้ามไม่ให้มีการเผาในที่โล่งทุกประเภท หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย ยกเว้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต้องขออนุมัติจากศูนย์อำเภอและลงทะเบียนผ่านระบบ fireD และ Burn Check
ประกาศเหล่านี้พบว่า ไม่เป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกันทั้งช่วงระยะเวลาและแนวทาง ทำให้เกิดความสับสนของประชาชนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การประกาศปิดป่า การใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างไม่แยกแยะเท่ากับเป็นการผลักชาวบ้านให้เป็นศัตรูแทนการสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
สภาลมหายใจเชียงใหม่ขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เพื่อร่วมมือกับภาคประชาชนในการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศ-ฝุ่น PM2.5 ดังนี้
1. ระดับจังหวัด
ระยะเร่งด่วนนี้ จังหวัดต้องมีทางออกสำหรับการใช้ 'ไฟจำเป็น' ในพื้นที่เกษตรที่สูงโดยเฉพาะไร่หมุนเวียน และพื้นที่ป่าไม้บางประเภทที่มีความเสี่ยงโดยการควบคุมร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องตามระบบที่ได้ออกแบบไว้คือ FireD เพื่อลดแรงกดดันทางสังคม และลดผลกระทบจากการใช้ไฟให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากเข้าสู่ห้วงเวลาของการเตรียมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรก่อนเข้าฤดูฝน ไฟไม่ได้มีแต่โทษ แต่มีประโยชน์หากใช้อย่างเหมาะสมอยู่ในการควบคุมตามหลักเกณฑ์
2. ระดับประเทศ
2.1 ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนแน่วแน่เป็นรูปธรรมต่อสาธารณะในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 ของประเทศ
2.2 ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะคณะรัฐมนตรีร้องขอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 147 เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา "ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...." เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 โดยเร็ว ก่อนที่จะครบกำหนด 60 วัน คือวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่สามารถนำกลับมาพิจารณาต่อได้
พร้อมทั้งจัดทำกฎหมายลูกโดยเร็วเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเตรียมการป้องกันวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 ให้ทันกาลกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระมานั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 จากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุและตามฤดูกาลไปสู่การแก้ปัญหาที่สาเหตุโดยตรงและอย่างต่อเนื่อง แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเป็นการผิดทิศผิดทางในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเลือกแนวทางที่จะประวิงเวลาในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ - ฝุ่น PM2.5 ด้วยการไม่ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณา "ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...."ภายใน 60 วันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 นอกจากจะเป็นการทำร้ายคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศแล้ว ยังเป็นการทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชน และที่สำคัญอย่างยิ่งการเลือกที่จะประวิงเวลาจะทำให้รัฐบาลได้ชื่อว่าเป็น "รัฐบาลที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน"
ขอบคุณภาพปก: เพจ Wan Wiriya




