News Logo
หน้าแรก
แม่น้ำทั่วโลก 80% ขาดออกซิเจน-ไมโครพลาสติกทำลายระบบกักเก็บคาร์บอน

แม่น้ำทั่วโลก 80% ขาดออกซิเจน-ไมโครพลาสติกทำลายระบบกักเก็บคาร์บอน

25 พ.ค. 2569 17:00
ผู้ชม 3 คน

งานวิจัยล่าสุดพบแม่น้ำเกือบ 80% ทั่วโลกมีออกซิเจนลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ไมโครพลาสติกเริ่มรบกวนกลไกดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์เตือนอาจเร่งโลกร้อนและทำลายระบบนิเวศน้ำในวงกว้าง

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ระบบนิเวศน้ำจืดและมหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากภาวะโลกร้อนและมลพิษพลาสติก โดยงานวิจัยล่าสุดพบแนวโน้มระดับออกซิเจนในแม่น้ำลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ไมโครพลาสติกเริ่มรบกวนกลไกดูดซับคาร์บอนสำคัญของมหาสมุทร

รายงานในวารสาร Science Advances เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า แม่น้ำ 78.8% จากทั้งหมด 21,439 แห่งทั่วโลก มีแนวโน้มระดับออกซิเจนละลายน้ำลดลงในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จากการศึกษาของทีมนักวิจัยจาก Chinese Academy of Sciences ที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม Landsat ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลระหว่างปี 2528-2566

ผลการศึกษาพบว่า ระดับออกซิเจนละลายน้ำลดลงเฉลี่ยราว 0.045 มิลลิกรัมต่อลิตรต่อทศวรรษ หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2528

ScienceDaily รายงานว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหลักของปัญหา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% เนื่องจากน้ำที่อุ่นขึ้นทำให้ออกซิเจนละลายได้น้อยลง อีกทั้งคลื่นความร้อนยังทำให้ภาวะขาดออกซิเจนเพิ่มขึ้นอีก 22.7%

พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดอยู่ในเขตร้อนระหว่างละติจูด 20 องศาเหนือถึง 20 องศาใต้ โดยเฉพาะเอเชียใต้และลุ่มน้ำแอมะซอน ขณะที่ Phys.org รายงานว่า แม่น้ำในอินเดียบางแห่ง เช่น แม่น้ำคงคา มีอัตราการลดลงของออกซิเจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 20 เท่าในบางช่วงเวลา

นักวิจัยเตือนว่า การลดลงของออกซิเจนอาจทำให้ปลาและสัตว์น้ำจำนวนมากขาดอากาศจนตาย เกิดพื้นที่น้ำไร้ชีวิต หรือ เดดโซน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงคุณภาพน้ำที่มนุษย์ใช้ในการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม

The Washington Post รายงานว่า หากโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง แม่น้ำหลายแห่ง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออก อินเดีย และอเมริกาใต้ อาจสูญเสียออกซิเจนมากถึง 10% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ช่วงปี 2643-2645)

นอกจากวิกฤตในแม่น้ำแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่ามลพิษไมโครพลาสติกกำลังรบกวนมหาสมุทร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกดูดซับคาร์บอนสำคัญที่สุดของโลก

งานวิจัยในวารสาร Journal of Hazardous Materials: Plastics ช่วงต้นปี 2569 ระบุว่า ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร กำลังส่งผลกระทบต่อ ระบบปั๊มคาร์บอนทางชีวภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตในทะเลช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนจากบรรยากาศลงสู่ทะเลลึก

ไมโครพลาสติกทำให้แพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงในทะเล มีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานลดลง ขณะเดียวกันยังรบกวนระบบเผาผลาญของแพลงก์ตอนสัตว์ ส่งผลให้มูลของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จมลงสู่ก้นทะเลช้าลง

กระบวนการดังกล่าวทำให้คาร์บอนที่ควรถูกกักเก็บไว้ในทะเลลึก ถูกปล่อยกลับขึ้นสู่บรรยากาศเร็วขึ้น โดย Oceanographic Magazine ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้อาจยิ่งเร่งภาวะโลกร้อนในระยะยาว

นักวิจัยยังพบว่า ไมโครพลาสติกอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมระหว่างการย่อยสลาย และแย่งสารอาหารจากระบบนิเวศทะเล ทำให้จำนวนแพลงก์ตอนพืชลดลงในบางพื้นที่

การศึกษาก่อนหน้านี้หลายชิ้นระบุว่า ไมโครพลาสติกสามารถลดประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชได้สูงสุดถึง 45% ในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นสูง และทำให้มูลของแพลงก์ตอนสัตว์ลอยอยู่ในน้ำได้นานขึ้นราว 1.5-1.76 เท่า

แม้นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ผลกระทบต่อมหาสมุทรทั้งระบบยังไม่ถึงระดับวิกฤตในทันที แต่แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสร้างความกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณกองขยะขนาดใหญ่ในมหาสมุทร

นักวิจัยมองว่า วิกฤตทั้งสองด้านเชื่อมโยงกันโดยตรงผ่านกิจกรรมของมนุษย์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นจนออกซิเจนลดลง ขณะที่การผลิตและทิ้งพลาสติกจำนวนมหาศาลทำให้ไมโครพลาสติกสะสมในทะเลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูลวิชาการอื่นระบุว่า หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษพลาสติกได้อย่างจริงจัง ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับสูงสุด หรือ SSP5-8.5 แม่น้ำทั่วโลกอาจสูญเสียออกซิเจนเพิ่มอีกประมาณ 4.7% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนราวบวกลบ 2.7%

งานวิจัยจาก Chinese Academy of Sciences ระบุด้วยว่า การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมแม่น้ำรวมระยะทางมากกว่า 740,000 กิโลเมตรทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดด้านการเปลี่ยนแปลงออกซิเจนในแม่น้ำ ขณะที่ข้อมูลด้านมหาสมุทรระบุว่า ระบบปั๊มคาร์บอนทางชีวภาพช่วยดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศได้ประมาณ 2 พันล้านตันต่อปี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการชะลอภาวะโลกร้อนของโลก

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โลกอาจเผชิญการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ รวมถึงความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศที่ลดลงในระยะยาว

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรุงเทพฯ เสี่ยงจมใต้น้ำภายในปี 2643 นักวิจัยเตือนทะเลหนุน-แผ่นดินทรุด
กรุงเทพฯ เสี่ยงจมใต้น้ำภายในปี 2643 นักวิจัยเตือนทะเลหนุน-แผ่นดินทรุด