เกษตรกรยังเผาเศษพืชผลต่อเนื่อง แม้รัฐสั่งห้าม งานวิจัยชี้ “คำสั่ง” อย่างเดียวไม่พอแก้ปัญหา PM2.5
สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร World Development และข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของ รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งระบุว่า บทความวิจัยเรื่อง “Heat after the Harvest: Farmer Choices and Perceptions of Crop Residue Burning in Thailand” ได้รับการเผยแพร่ออนไลน์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยงานวิจัยชิ้นนี้พยายามตอบคำถามสำคัญว่า ทำไมเกษตรกรจำนวนหนึ่งยังคงเลือกเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว แม้สังคมจะตระหนักมากขึ้นว่าการเผามีความเกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพดิน ภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
รศ.ดร.วิษณุ ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า สาระสำคัญของงานวิจัยคือ การลดการเผาในภาคเกษตรไม่สามารถพึ่งพา “คำสั่งห้ามเผา” เพียงอย่างเดียวได้ หากทางเลือกที่ไม่เผายังคงเข้าถึงยาก ทำได้ยาก หรือไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับเกษตรกร นโยบายที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดที่เกษตรกรเผชิญจริง ทั้งเรื่องเวลา แรงงาน เครื่องจักร ต้นทุน แรงจูงใจ บรรทัดฐานทางสังคม และระบบสนับสนุนในพื้นที่ เพื่อทำให้การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรโดยไม่เผาสามารถเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน
ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในประเทศไทยถือเป็นวิกฤตเรื้อรังที่ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐจะออกมาตรการห้ามเผาในพื้นที่เกษตรและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายในหลายพื้นที่ แต่จำนวนจุดความร้อนจากภาคเกษตรยังคงปรากฏในระดับสูงในหลายช่วงของปี ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทำไมมาตรการที่เน้นการสั่งห้ามจึงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยของ รศ.ดร.วิษณุ และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร World Development เมื่อปี 2569 ระบุว่า การแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตรจำเป็นต้องมองลึกไปกว่าการบังคับใช้กฎหมาย เพราะการตัดสินใจของเกษตรกรเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อจำกัดในการดำรงชีพที่ซับซ้อน
ข้อมูลจากธนาคารโลกที่อ้างอิงในงานวิจัยระบุว่า ในปี 2562 มลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยกว่า 32,211 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในวงกว้าง
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม LANDSAT-8 และ LANDSAT-9 ในปี 2567 ซึ่งถูกนำมาวิเคราะห์ในงานวิจัย พบว่าพื้นที่นาข้าวของประเทศไทยถูกเผามากกว่า 968,759 เฮกตาร์ หรือประมาณ 6 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 31 ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวสำคัญรอบกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ประชาชนในเขตเมืองมากกว่า 16 ล้านคนได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น
คณะผู้วิจัยได้สำรวจเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวน 1,030 ราย ในจังหวัดนครนายก พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา พบว่า ร้อยละ 64.37 ยังคงใช้วิธีเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว โดยเหตุผลที่ถูกระบุมากที่สุดคือเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป คิดเป็นร้อยละ 37.96 ขณะที่ร้อยละ 30.29 ระบุว่าการไถกลบฟางทำได้ยากและมีข้อจำกัดในการปฏิบัติ
งานวิจัยยังพบว่า บรรทัดฐานทางสังคมมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเกษตรกร โดยผู้ที่มองว่าการเผาเป็นเรื่องปกติที่คนในชุมชนทำกันอยู่แล้ว มีแนวโน้มจะเผามากกว่ากลุ่มอื่นร้อยละ 26.5-32.3 แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการเผาไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมทางสังคมและพฤติกรรมของคนรอบตัว
ในด้านการรับรู้ผลกระทบ คณะผู้วิจัยระบุว่า เกษตรกรส่วนใหญ่รับทราบถึงผลเสียของการเผาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มที่ไม่เผามักเชื่อว่าการเผาส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว รวมทั้งทำให้คุณภาพดินเสื่อมโทรม ขณะที่เกษตรกรบางส่วนในกลุ่มที่ยังเผากลับมีความเชื่อว่าการเผาอาจช่วยปรับปรุงสภาพดิน หรือไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบมากอย่างที่สังคมเข้าใจ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้แนวโน้มการเผาลดลงเสมอไป โดยเกษตรกรที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปกลับมีสัดส่วนการเผาสูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งผู้วิจัยวิเคราะห์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการฟาร์ม เวลาในการผลิต และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทำให้เลือกใช้วิธีการที่รวดเร็วที่สุดเพื่อเร่งรอบการเพาะปลูก
ขนาดพื้นที่ถือครองทางการเกษตรก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่มากกว่า 20 ไร่ มีแนวโน้มจะเผาสูงกว่าเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากมีปริมาณฟางและเศษวัสดุเหลือใช้จำนวนมาก การจัดการด้วยวิธีอื่นต้องใช้ทั้งเวลา แรงงาน และต้นทุนเพิ่มเติม ทำให้การเผากลายเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่
นอกจากนี้ ผู้เช่าที่ดินทำนายังมีแนวโน้มเผาสูงกว่าเจ้าของที่ดิน เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อรักษาคุณภาพดินในระยะยาวผ่านการไถกลบฟาง แต่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนและการเร่งรอบการผลิตเพื่อให้คุ้มค่ากับค่าเช่าที่ดินมากกว่า
สำหรับปัจจัยด้านเทคโนโลยีการเกษตร งานวิจัยพบว่าการเข้าถึงเครื่องจักรสำหรับไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรสามารถลดโอกาสการเผาได้ร้อยละ 12.6-15.6 อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องอัดฟางเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่มีตลาดรองรับฟางอัดก้อนที่ชัดเจนและสร้างรายได้ที่คุ้มค่าสำหรับเกษตรกร
คณะผู้วิจัยยังพบว่า ความไม่แน่นอนด้านทรัพยากรน้ำเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเผา โดยเกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักมีแนวโน้มเผาสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ในเขตชลประทาน เนื่องจากต้องรีบเตรียมพื้นที่เพาะปลูกทันทีเมื่อมีฝนตก การเผาจึงเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ด้านเวลาได้ดีที่สุด
จากข้อค้นพบทั้งหมด งานวิจัยเสนอว่าภาครัฐควรปรับแนวทางจากการมุ่งเน้นการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบนโยบายที่เข้าใจข้อจำกัดจริงของเกษตรกรมากขึ้น ทั้งด้านต้นทุน แรงงาน เวลา และบริบททางสังคม โดยควรส่งเสริมทางเลือกที่ไม่เผาให้สามารถทำได้จริง เช่น การสนับสนุนตลาดรับซื้อฟาง การให้เงินสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข การเพิ่มการเข้าถึงเครื่องจักรที่จำเป็น และการสร้างแรงจูงใจทางสังคมผ่านการส่งเสริมชุมชนปลอดการเผา
รศ.ดร.วิษณุ และคณะ สรุปว่า การแก้ปัญหา PM2.5 จากภาคเกษตรจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ผสมผสานทั้งการให้ความรู้ การเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคม และการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง หากยังคงพึ่งพาการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำให้ทางเลือกที่ไม่เผามีความคุ้มค่าและเข้าถึงได้จริง วงจรการเผาหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป และยังคงเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในทุกปี




