งานวิจัยหลายทศวรรษชี้ น้ำท่วมลุ่มน้ำน่านไม่ได้เกิดจากฝนหนักเพียงอย่างเดียว แต่การลดลงของป่าและการขยายเกษตรบนพื้นที่ลาดชันทำให้น้ำไหลบ่าและตะกอนเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝนมรสุมรุนแรงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์
งานวิจัยทางวิชาการหลายชิ้นที่ศึกษาลุ่มน้ำน่านและพื้นที่ภาคเหนือในช่วงหลายทศวรรษพบว่า น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับภูมิประเทศ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การลดลงของพื้นที่ป่า การขยายพื้นที่เกษตรบนพื้นที่ลาดชัน และฝนตกหนักจากมรสุมหรือพายุ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มทำให้รูปแบบฝนและปริมาณน้ำไหลเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีพื้นที่ระบายน้ำประมาณ 8,709 ตารางกิโลเมตร เป็น 1 ใน 4 ลุ่มน้ำหลักของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน มีฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ 1,371 มิลลิเมตร และอุณหภูมิเฉลี่ย 26.3 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและพื้นที่ลาดชัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงบริเวณต้นน้ำมีผลต่อปริมาณน้ำและตะกอนที่ไหลลงสู่พื้นที่ราบและแม่น้ำเจ้าพระยา
งานวิจัยในวารสาร Sustainability ปี 2566 ใช้แบบจำลอง SWAT และ HEC-RAS ภายใต้สถานการณ์ RCP4.5 และ RCP8.5 ประเมินการเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำน่านตอนบน พบว่าฝนเฉลี่ยรายปีในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 18-19 เมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต และพื้นที่น้ำท่วมช่วงปี 2584-2603 มีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับพื้นที่น้ำท่วมรอบ 100 ปีในปัจจุบัน ขณะที่สถานีวัดน้ำ N1 และ N64 มีแนวโน้มเผชิญปริมาณน้ำไหลสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าปริมาณฝนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความรุนแรงของน้ำท่วม เพราะสภาพพื้นที่ต้นน้ำมีผลต่อการตอบสนองของลุ่มน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก เมื่อพื้นที่ป่าลดลงและพื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นที่ลาดชัน ความสามารถในการชะลอและกักเก็บน้ำเปลี่ยนไป ขณะที่น้ำไหลบ่าและการพัดพาตะกอนเพิ่มขึ้น
งานวิจัยของ Wangpimool และคณะ ในวารสาร International Soil and Water Conservation Research ปี 2556 ซึ่งใช้แบบจำลอง SWAT พบว่า การฟื้นฟูป่าช่วยลดน้ำไหลในฤดูฝนและเพิ่มน้ำในฤดูแล้ง ขณะที่การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่พืชไร่และพื้นที่รกร้างทำให้น้ำไหลในฤดูฝนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ข้อมูลการสูญเสียพื้นที่ป่าจากงานวิจัยในวารสาร Global Change Biology ปี 2561 พบว่า จังหวัดน่านสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณ 66,072 เฮกตาร์ หรือร้อยละ 9.1 ของพื้นที่ป่าในปี 2543 ระหว่างปี 2544-2559 โดยร้อยละ 92 ของพื้นที่ที่สูญเสียถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวโพด และการเพาะปลูกขยายขึ้นไปยังพื้นที่ลาดชันมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของน้ำไหลบ่าและการกัดเซาะดิน
การวิเคราะห์ภาพดาวเทียมที่เผยแพร่ในวารสาร Geography and Natural Resources ปี 2559 พบว่า ระหว่างปี 2538-2555 พื้นที่ป่าธรรมชาติในจังหวัดน่านลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่พื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนงานวิจัยในวารสาร International Journal of Remote Sensing ปี 2554 พบการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของลุ่มน้ำน่านที่มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะสูง
ด้านตะกอน งานวิจัยในวารสาร Heliyon ปี 2564 ซึ่งใช้แบบจำลอง AnnAGNPS ในจังหวัดน่าน พบว่าพื้นที่เพาะปลูกเป็นแหล่งกำเนิดตะกอนถึงร้อยละ 87.52 ของปริมาณทั้งหมดที่แบบจำลองประเมินได้ โดยพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของการเพาะปลูกสูงสร้างตะกอนมากที่สุด
งานวิจัยในวารสาร Water ปี 2567 ระบุว่า แม่น้ำน่านส่งปริมาณน้ำไหลประมาณร้อยละ 40 และตะกอนประมาณร้อยละ 57 เข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา การศึกษาพบว่าเขื่อนขนาดใหญ่มีส่วนทำให้ตะกอนที่ไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำลดลงในระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในพื้นที่ต้นน้ำยังมีผลต่อปริมาณน้ำไหลและตะกอน
หลักฐานจากตะกอนในงานวิจัยวารสาร Environmental Earth Sciences ปี 2568 ซึ่งศึกษาตะกอน 9 แกนในที่ราบน้ำท่วมถึงของแม่น้ำน่าน พบว่าลำน้ำสาขาทางตะวันออกเป็นแหล่งตะกอนหลักในพื้นที่ส่วนใหญ่ ขณะที่แม่น้ำน่านสายหลักมีอิทธิพลมากบริเวณใกล้ช่องทางน้ำ และพบการสะสมตะกอนสูงในช่วงศตวรรษที่ 11-13 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการขยายพื้นที่เกษตรและรบกวนพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น
การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าลำน้ำสาขาขนาดเล็กมีบทบาทสำคัญต่อการนำพาน้ำและตะกอนเข้าสู่พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง และมีหลักฐานเชื่อมโยงกับเหตุการณ์น้ำท่วมขนาดใหญ่ในอดีต รวมถึงเหตุการณ์ปี 2361 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการย้ายที่ตั้งเมืองน่านโบราณ
งานวิจัยใน Chiang Mai Journal of Science ปี 2567 ซึ่งศึกษาลุ่มน้ำน่านตอนบนช่วงปี 2560-2561 พบว่าพื้นที่ป่าปกป้องธรรมชาติครอบคลุมร้อยละ 61.77 พื้นที่เกษตรร้อยละ 35.23 และที่อยู่อาศัยร้อยละ 1.95 โดยการขยายพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัยสัมพันธ์กับปริมาณน้ำไหลที่เพิ่มขึ้นทั้งรายปีและตามฤดูกาล รวมถึงระดับน้ำที่สูงขึ้น
งานวิจัยในวารสาร Journal of Environmental Studies and Sciences ปี 2568 ใช้แบบจำลอง SWAT ประเมินผลของการสูญเสียป่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่าหากการตัดไม้ทำลายป่ายังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2623 ภายใต้สถานการณ์ RCP8.5 ปริมาณน้ำไหลสูงสุดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณน้ำไหลต่ำสุดอาจลดลงสูงสุดร้อยละ 6.5 ส่วนการปลูกป่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำไหลช่วงน้ำต่ำได้สูงสุดร้อยละ 48.2 ภายใต้ RCP4.5
ถนนในพื้นที่ต้นน้ำเป็นอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไหลของน้ำ งานวิจัยในวารสาร Hydrological Processes ซึ่งศึกษาลุ่มน้ำในพื้นที่ใกล้เคียงภาคเหนือพบว่า การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรร่วมกับการก่อสร้างถนนทำให้ปริมาณน้ำไหลสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การสูญเสียพื้นที่ป่าในระดับรุนแรงทำให้ปริมาณน้ำไหลรายปีเพิ่มขึ้น
ข้อมูลน้ำท่วมระยะยาวจากงานวิจัยของ Lim และ Boochabun ในวารสาร Geological Society, London, Special Publications ปี 2555 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชียงใหม่ระหว่างปี 2464-2552 พบว่า น้ำท่วมรุนแรงมักเกิดเมื่อพื้นที่ลุ่มน้ำมีความชื้นสะสมอยู่แล้วและเผชิญฝนหนักจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือพายุโซนร้อน โดยพายุที่เข้ามาช่วงปลายฤดูมรสุมมีบทบาทสำคัญต่อปริมาณน้ำไหลสูงสุด เช่น เหตุการณ์พายุดัมรีในปี 2548 ซึ่งจัดเป็นน้ำท่วมรอบ 100 ปี
เมื่อนำข้อมูลจากแบบจำลอง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า ภาพดาวเทียม ข้อมูลน้ำท่วมระยะยาว และหลักฐานตะกอนมาพิจารณาร่วมกัน งานวิจัยหลายชุดจึงอธิบายตรงกันว่า ความเสี่ยงน้ำท่วมเกิดจากการทำงานร่วมกันของฝนและสภาพพื้นที่ต้นน้ำ ฝนจากมรสุมหรือพายุเป็นตัวนำปริมาณน้ำเข้าสู่ลุ่มน้ำ ขณะที่การใช้ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการไหลของน้ำและการพัดพาตะกอนลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ
หลักฐานทางวิชาการจึงไม่ได้ระบุว่าการตัดไม้หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ฝนมรสุมตกหนักขึ้น แต่ระบุว่าการลดลงของป่าและการขยายพื้นที่เกษตรบนพื้นที่ลาดชันสามารถเพิ่มน้ำไหลบ่าและตะกอน และทำให้ผลกระทบจากฝนหนักรุนแรงขึ้นในระบบลุ่มน้ำ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มเพิ่มความผันผวนของฝนและปริมาณน้ำไหลในอนาคต
อ้างอิง:




