สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทำลายโครงสร้างพลังงาน ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ล้านตันใน 14 วัน กระทบเป้าหมาย Net Zero ทั่วโลก
สงครามที่เริ่มต้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน ได้กลายเป็นวิกฤตที่ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คนและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังสร้างบาดแผลให้สิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างรุนแรง ภายในสองสัปดาห์แรก ความขัดแย้งนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าที่ 84 ประเทศที่ปล่อยน้อยที่สุดในโลกปล่อยต่อปีรวมกัน ขณะที่การโจมตีโรงงานน้ำมันและก๊าซทำให้เกิดมลพิษดำปกคลุมเมืองหลวงและเสี่ยงน้ำมันรั่วไหลครั้งใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย
จากรายงานของ Climate and Community Institute ระบุว่า การโจมตีใน 14 วันแรกปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ซึ่งสูงกว่าการปล่อยประจำปีของไอซ์แลนด์ทั้งประเทศ และเทียบเท่ากับรถยนต์น้ำมัน 1.1 ล้านคันที่วิ่งตลอดทั้งปี การคำนวณนี้รวมทั้งเชื้อเพลิงจากการรบ การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากคลังเก็บและเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกโจมตี
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของทั้งสองฝ่ายกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง ด้วยการโจมตีคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ทำให้เกิดควันดำและฝนกรดสีดำปกคลุมเมืองที่มีประชากรกว่า 9 ล้านคน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยโดรนโจมตีโรงกลั่นและคลังก๊าซในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้และมลพิษจากสารพิษ เช่น ฝุ่นละออง ไนโตรเจนออกไซด์ และสารอินทรีย์ที่เป็นพิษ
จากข้อมูลของ Conflict and Environment Observatory (CEOBS) เปิดเผยว่า การโจมตีเหล่านี้สร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กว่า 85 ลำติดค้างในอ่าวเปอร์เซียเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การรั่วไหลของน้ำมันเพียงครั้งเดียวอาจทำลายแนวปะการัง ป่าชายเลน และทุ่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสัตว์ทะเลและชุมชนชายฝั่งในภูมิภาค
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งปกติขนส่งน้ำมัน 20% ของโลกและ LNG ประมาณ 19-20% ถูกอิหร่านปิดกั้นการจราจรตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ทำให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซลดลงอย่างฉับพลัน จากรายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า การหยุดชะงักนี้เป็นวิกฤตน้ำมันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง กระตุ้นให้หลายประเทศหันไปพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงพลังงานในระยะสั้น
จากรายงานของ Earth.org ระบุว่า ประเทศในเอเชียอย่างปากีสถานและบังกลาเทศ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้า LNG ผ่านช่องแคบนี้สูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมด อาจจำเป็นต้องหันกลับไปใช้ถ่านหินหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่นแทนในระยะสั้น ส่งผลให้เกิดภาวะคาร์บอนล็อกอินหรือการที่ระบบพลังงานถูกผูกติดกับการปล่อยคาร์บอนสูงต่อเนื่องในระยะยาว และทำให้การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนชะลอตัวลง
ในทางกลับกัน ประเทศที่มีโครงสร้างพลังงานสะอาดแข็งแกร่งอยู่แล้ว กลับมองเห็นโอกาสในการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของตนเอง
Carbon Brief วิเคราะห์ว่า การพุ่งขึ้นของราคาฟอสซิลทำให้เกิดการถกเถียงสองด้าน บางประเทศใช้เป็นข้ออ้างในการขยายการผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศเพื่อความมั่นคง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่านี่คือบทเรียนว่าการพึ่งพาฟอสซิลจากพื้นที่เสี่ยงสงครามทำให้เกิดความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ
Greenpeace International เตือนว่า สงครามครั้งนี้กำลังตอกย้ำจุดอ่อนของระบบพลังงานฟอสซิลแบบรวมศูนย์ ซึ่งพึ่งพาโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด ทำให้ตกเป็นเป้าการโจมตีได้ง่าย และยังสร้างมลพิษในระดับสูงเมื่อเกิดความเสียหาย องค์กรยังยกตัวอย่าง Gulf War เมื่อปี 2534 ที่แหล่งน้ำมันถูกเผาไหม้และรั่วไหล ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงในวงกว้าง
ในทางตรงกันข้าม ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายตัว เช่น แผงโซลาร์บนหลังคาและแบตเตอรี่ในระดับชุมชน มีความยืดหยุ่นสูงกว่า เพราะไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว จึงยากต่อการถูกโจมตีจนล่มทั้งระบบ และยังช่วยรักษาการจ่ายไฟฟ้าได้แม้ในสถานการณ์วิกฤต
UNEP ระบุในแถลงการณ์เมื่อ 13 มีนาคม 2569 ว่า ความขัดแย้งจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดต่อทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ และดิน โดยการเผาไหม้เชื้อเพลิงและมลพิษจากกระสุนอาจปนเปื้อนน้ำใต้ดินและพืชผลอาหาร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศระยะยาว
การโจมตีเฉพาะเจาะจงที่ South Pars ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อ 18 มีนาคม ยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานก๊าซของอิหร่านและกาตาร์โดยตรง ส่งผลให้การผลิต LNG ลดลงและทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนยิ่งขึ้น จากข้อมูลของ Columbia University Center on Global Energy Policy
ผลกระทบต่อเป้าหมาย Net Zero จึงมีลักษณะสองด้านโดยในระยะสั้น วิกฤตอาจทำให้หลายประเทศชะลอการลดคาร์บอนลงชั่วคราว เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สถานการณ์กลับอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพราะราคาพลังงานฟอสซิลที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้พลังงานสะอาดมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
ทั้งนี้ International Renewable Energy Agency และ Chatham House ชี้ตรงกันว่า ทิศทางนโยบายของรัฐบาลจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์สุดท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดล่าช้าออกไป หรือกลับยิ่งเร่งให้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม
CEOBS ยังชี้ถึงช่องว่างการรายงานของการปล่อยก๊าซจากกองทัพ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกทั่วโลก แต่หลายประเทศไม่นำมาบันทึกในเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศกำหนดเอง (NDCs) ตามความตกลงปารีส ทำให้การคำนวณผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามครั้งก่อนๆ การโจมตีโครงสร้างพลังงานในครั้งนี้สร้างมลพิษเร่งด่วนกว่า เพราะรวมทั้งการเผาไหม้โดยตรงจากโรงงานและการรั่วไหลจากเรือบรรทุกที่ติดค้าง
สำหรับเศรษฐกิจโลก การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานอาจทำให้ต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดสูงขึ้นชั่วคราว เนื่องจากราคาวัสดุและการขนส่งเพิ่ม แต่ในภาพรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรเห็นตรงกันว่านี่คือแรงผลักดันให้โลกตระหนักถึงความจำเป็นของพลังงานในประเทศที่ไม่ขึ้นกับพื้นที่เสี่ยง
อ้างอิง:
The Guardian: What does the Iran war mean for clean energy transition?
CEDARE: Iran War and the Energy Transition: Accelerator or Anchor on Net Zero?
Columbia University: Live Updates: US-Israeli Attacks on Iran and Global Energy Impacts
Greenpeace: The US-Israel war on Iran and how war and conflict are environmental disasters
Earth.org: Iran War Drives Massive Surge in Planet-Heating Emissions
ORF: The US–Israel–Iran Conflict: Energy, Climate & Food-Water Impacts
UNEP: UNEP statement on environmental damage arising from conflict in the Middle East




