ยุโรปเขย่าอุตสาหกรรมมือถือ บังคับถอดแบตเองได้ ภายในปี 2570 สะเทือนโมเดลรายได้หลังการขาย
สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าปรับเกมอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนครั้งใหญ่ ด้วยการออกกฎบังคับให้ผู้ผลิตต้องออกแบบแบตเตอรี่ให้ผู้ใช้ ถอดเปลี่ยนเองได้ ภายในปี 2570 ภายใต้กฎหมาย EU Batteries Regulation (Regulation (EU) 2023/1542) ซึ่งถูกจับตาว่าอาจกระทบโดยตรงต่อโมเดลรายได้บริการหลังการขายของ Apple ที่พึ่งพาระบบซ่อมแบบศูนย์บริการมาอย่างยาวนาน
กฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติจาก European Parliament และ European Council เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 และเริ่มมีผลบางส่วนตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน โดยจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบกับอุปกรณ์พกพาใน 27 ประเทศสมาชิก EU ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2570
รายงานจาก The Olive Press ระบุว่า ข้อกำหนดสำคัญของกฎหมายคือ ผู้ผลิตต้องออกแบบแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตให้ผู้ใช้สามารถถอดและเปลี่ยนได้เอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางหรือพึ่งผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งต้องจัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำรองอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่วางขายเครื่องรุ่นสุดท้าย นอกจากนี้ หากจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ผู้ผลิตต้องจัดหาให้ฟรี และต้องเป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะของแบรนด์
กฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ EU คุมเข้มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง โดย 91mobiles รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เป็นต้นมา โทรศัพท์ที่ขายในยุโรปต้องทนขึ้น ซ่อมง่ายขึ้น และใช้ได้นานขึ้น กล่าวคือ ตัวเครื่องต้องมีความแข็งแรงมากขึ้น ผู้ผลิตห้ามกีดกันไม่ให้ร้านซ่อมอิสระเข้าถึงการซ่อม ขณะเดียวกัน โทรศัพท์รุ่นใหม่ทั้งหมดต้องใช้พอร์ตชาร์จแบบ USB-C ตั้งแต่ปี 2567 และต้องมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้อย่างน้อย 5 ปีหลังวางขาย
ข้อมูลจาก EU ที่ The Olive Press อ้างอิง ระบุว่า ในแต่ละปีมีการจำหน่ายสมาร์ทโฟนราว 150 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ตอีก 24 ล้านเครื่องในยุโรป ก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 5 ล้านตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึง 40% ที่ถูกรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ขณะที่ Europe World News รายงานว่า EU สร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมสูงถึง 12 ล้านตันต่อปี และคาดว่ากฎหมายใหม่นี้จะช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกันได้ถึง 20,000 ล้านยูโรภายในปี 2573
อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ไม่ได้ปิดช่องทางเลี่ยงทั้งหมด โดย TechRadar และ 9to5Google รายงานตรงกันว่า มีข้อยกเว้นที่เรียกว่า Durability Exception ตามแนวทางของ European Commission ซึ่งหมายความว่า หากมือถือรุ่นใดมีความทนทานสูง เช่น กันน้ำกันฝุ่นได้ดี และแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ดี (เหลือความจุอย่างน้อย 80%) แม้ผ่านการชาร์จไปแล้ว 1,000 รอบ ผู้ผลิตก็อาจไม่จำเป็นต้องออกแบบให้ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้
จุดนี้ถูกมองว่าเปิดทางให้ Apple ใช้เป็นช่องทางเลี่ยงข้อบังคับ เนื่องจากบริษัทเคยประกาศว่าแบตเตอรี่ iPhone รุ่นใหม่สามารถรักษาความจุ 80% ได้หลังชาร์จ 1,000 รอบ ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าว
ฝั่ง Android ก็เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน 9to5Google ระบุว่า สมาร์ทโฟนเรือธงหลายรุ่น เช่น Samsung Galaxy S series และ Google Pixel ยังต้องใช้ความร้อนละลายกาวเพื่อเปิดฝาหลัง ซึ่งอาจไม่ผ่านนิยาม ถอดเปลี่ยนได้เอง ตามกฎหมาย แม้บางแบรนด์เริ่มปรับตัว เช่น การเพิ่มแถบดึงแบตเตอรี่ในบางรุ่นของ Samsung
ด้านกลุ่มรณรงค์ Right to Repair Europe วิจารณ์ว่า แนวทางตีความของ European Commission อาจเปิดช่องให้ผู้ผลิตหลีกเลี่ยงข้อกำหนดหลัก โดยโยกไปอยู่ภายใต้กฎ Ecodesign แทน ซึ่งกลุ่มมองว่าเป็นการพลาดโอกาสสำคัญ และอาจสร้างบรรทัดฐานที่อ่อนลงในอนาคต
ผลกระทบของกฎหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุโรป Business Standard ชี้ว่า ด้วยธรรมชาติของการผลิตระดับโลก ผู้ผลิตมักไม่แยกดีไซน์ตามภูมิภาค ทำให้มาตรฐานที่ใช้ใน EU มีแนวโน้มถูกนำไปใช้ทั่วโลก เช่นเดียวกับกรณี USB-C ที่กลายเป็นมาตรฐานสากลในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดซ่อมอิสระและตลาดเครื่องมือสองกำลังเติบโต Europe World News อ้างข้อมูลจาก Back Market ระบุว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนมือสองในเมืองอย่างเบอร์ลินและปารีสเพิ่มขึ้นถึง 40% ตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ค่าซ่อมผ่านร้านอิสระต่ำกว่าศูนย์บริการทางการราว 30-50%
ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยุโรปก็เร่งตัวขึ้น โดย Europe World News รายงานว่าโครงการโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เช่น Northvolt และ InoBat ดึงดูดเงินลงทุนรวมกว่า 100,000 ล้านยูโร และคาดว่ากำลังการผลิตจะทะลุ 1,000 GWh ภายในปี 2573 พร้อมระบบ Digital Battery Passport เพื่อติดตามวงจรชีวิตวัสดุและลดการพึ่งพาทรัพยากรจากจีน
ด้านบริษัทกฎหมาย Fieldfisher เตือนว่า ผู้ผลิตที่ต้องการปรับตัวหรือใช้ช่องทางกฎหมายควรเร่งดำเนินการ เนื่องจากการปรับดีไซน์ฮาร์ดแวร์ใช้เวลานาน โดยสินค้าที่วางจำหน่ายก่อนเส้นตายยังได้รับการยกเว้น แต่รุ่นใหม่หลังจากนั้นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงถึง 4-20% ของรายได้ทั่วโลก ซึ่งสำหรับบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple ถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญ
กฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ EU ที่ผลักดันควบคู่กับ Right to Repair Directive และกฎ USB-C โดย European Commission ระบุว่า การรีไซเคิลแบตเตอรี่ 1 ตัน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 กิโลกรัม และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
อ้างอิง:
Europe World News: EU Battery Regulation Targets 12M Tonnes E-Waste With Replaceable Phone Batteries
The Olive Press: EU to force replaceable batteries in phones and tablets from 2027
Business Standard: EU battery rule removable batteries smartphones tablets impacted devices
Right to Repair Europe: Making Batteries Removable and Replaceable
Fieldfisher: Are you prepared for the EU Batteries Regulation changes?




