News Logo
หน้าแรก
Amazon ทุ่มซื้อคาร์บอนเครดิตเกือบครึ่งโครงการ 'ต้นเบคอน' แอฟริกาใต้

Amazon ทุ่มซื้อคาร์บอนเครดิตเกือบครึ่งโครงการ 'ต้นเบคอน' แอฟริกาใต้

1 ก.ค. 2569 15:39
ผู้ชม 7 คน

Amazon ทุ่มซื้อคาร์บอนเครดิต 1.95 ล้านหน่วยจากโครงการปลูกสเปกบูม 180 ล้านต้นในแอฟริกาใต้ หนุนฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม สร้างงาน และขยายตลาดคาร์บอนเครดิตธรรมชาติ

Amazon.com Inc. ประกาศทำข้อตกลงซื้อคาร์บอนเครดิตเกือบครึ่งหนึ่งจากโครงการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมขนาดใหญ่ในจังหวัดอีสเทิร์นเคป ประเทศแอฟริกาใต้ โดยเตรียมสนับสนุนการปลูกพืชพื้นเมือง "สเปกบูม" หรือที่ได้รับฉายาว่า "ต้นเบคอน" จำนวนมหาศาล เพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการใช้ประโยชน์ที่ดินมาอย่างยาวนาน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ว่า Amazon จะซื้อคาร์บอนเครดิตจำนวน 1.95 ล้านหน่วยในราคาคงที่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของคาร์บอนเครดิตทั้งหมดที่โครงการจะผลิตได้ โดยบริษัทจะนำเครดิตดังกล่าวไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร จำหน่ายต่อให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และเปิดให้ธุรกิจอื่นที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เข้าซื้อผ่านแพลตฟอร์ม Amazon Sustainability Exchange

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัท Imperative ซึ่งตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมมากกว่า 50,000 เฮกตาร์ ด้วยการปลูกสเปกบูมประมาณ 180 ล้านต้นภายในสิ้นปี 2571 พร้อมคาดว่าจะสร้างงานราว 11,000 ตำแหน่งในจังหวัดอีสเทิร์นเคป ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการว่างงานสูง โดยบางพื้นที่มีอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 40

สเปกบูม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Portulacaria afra เป็นพืชอวบน้ำพื้นเมืองของแอฟริกาใต้ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำของดิน ข้อมูลจากโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศ Albany Thicket ระบุว่า พื้นที่ป่าพุ่มไม้ชนิดนี้เคยมีขนาดประมาณ 1.7 ล้านเฮกตาร์ แต่ถูกทำลายไปแล้วราวร้อยละ 80 จากการเลี้ยงแพะแบบหนาแน่นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายศตวรรษ

ต้นสเปกบูม

ต้นสเปกบูม

ธนาคารโลกระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่า การที่ Amazon เข้าทำสัญญาซื้อคาร์บอนเครดิตระยะยาวในฐานะผู้ซื้อหลัก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารโลกสามารถออกพันธบัตรฟื้นฟูสเปกบูม มูลค่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลตอบแทนของพันธบัตรบางส่วนจะเชื่อมโยงกับปริมาณคาร์บอนเครดิตที่โครงการสามารถผลิตได้จริง ทั้งยังมีนักลงทุนสถาบันหลายแห่งเข้าร่วมลงทุน รวมถึง Impax Asset Management

เงินทุนจากพันธบัตรส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อไปยัง Imperative เพื่อนำไปขยายโครงการระยะที่ 2 ซึ่งต่อยอดจากโครงการระยะที่ 1 ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 ด้วยการสนับสนุนจากนักลงทุนเอกชนกลุ่มแรก

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Imperative และพันธมิตรระบุว่า โครงการระยะที่ 2 ได้รับเงินทุนแบบผสมผสานรวมมูลค่า 91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยเงินจากพันธบัตรของธนาคารโลก 25 ล้านดอลลาร์ และเงินลงทุนจากภาคเอกชนอีก 66 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจาก GenZero, Mirova, Rubicon Carbon และ Bregal Sphere

โดย GenZero ซึ่งอยู่ในเครือ Temasek, Mirova ซึ่งอยู่ในเครือ Natixis รวมถึง Rubicon Carbon และ Bregal Sphere ต่างเพิ่มวงเงินลงทุนจากโครงการระยะที่ 1 เพื่อสนับสนุนการขยายโครงการในครั้งนี้ โครงสร้างทางการเงินดังกล่าวถือเป็นรูปแบบใหม่ที่ผสานเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตระยะยาวเข้าด้วยกัน

Amazon เปิดตัวแพลตฟอร์ม Amazon Sustainability Exchange ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ก่อนขยายบริการไปยังสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายน 2569 โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ลงทุนซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกป่าในกานาและโกตดิวัวร์ รวมถึงโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นและพื้นที่ทำนาข้าว

เจมส์ มัลลิแกน หัวหน้าฝ่ายการชดเชยคาร์บอนของ Amazon กล่าวกับสื่อว่า บริษัทมีเป้าหมายทำให้การจัดหาคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งติดตามการใช้งานคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดกระบวนการ

นอกจาก Amazon แล้ว บริษัทขนาดใหญ่ในภาคเทคโนโลยีและพลังงานต่างเร่งลงทุนในคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูธรรมชาติในทวีปแอฟริกาและภูมิภาคอื่นเช่นกัน โดยข้อมูลในปี 2569 ระบุว่า Microsoft ทำข้อตกลงซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูป่าในแอฟริกาจำนวน 1.8 ล้านหน่วยตลอดระยะเวลา 15 ปี

ขณะที่ Shell ลงทุนในโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนในประเทศเซเนกัล พื้นที่กว่า 3,800 เฮกตาร์ ร่วมกับ WeForest เพื่อผลิตคาร์บอนเครดิตและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ส่วน Google ทำข้อตกลงซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูป่าในบราซิลของบริษัท Mombak จำนวน 50,000 ตันภายในปี 2573 หลังจาก Microsoft เคยเข้าซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการเดียวกันมาก่อน

อย่างไรก็ตาม Bloomberg รายงานว่า โครงการคาร์บอนเครดิตจากธรรมชาติยังเผชิญข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว เนื่องจากสเปกบูมและพืชพื้นเมืองหลายชนิดใช้เวลาหลายปีกว่าจะเติบโตและสามารถตรวจสอบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บได้จริง

ด้านธนาคารโลกระบุในเอกสารประกอบโครงการว่า พันธบัตรดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาคาร์บอนให้แก่นักลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนบางส่วนผูกกับการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตให้ Amazon ตามข้อตกลงระยะยาว ขณะที่โครงการอยู่ระหว่างการรับรองตามมาตรฐานของ Verra ภายใต้ระบบมาตรฐานการรับรองคาร์บอน และมาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศ ชุมชน และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยคาดว่าจะขึ้นทะเบียนโครงการหมายเลข 5027 ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569

ข้อมูลจาก Imperative ระบุว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการลงทุนในโครงการที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐานเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Amazon จะเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ที่สุดของโครงการ แต่คาร์บอนเครดิตส่วนที่เหลือยังเปิดให้ภาคธุรกิจเข้าซื้อผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจากแอฟริกา พร้อมกับเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมและสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นควบคู่กันไป

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมอุตุฯ เตือนฝนหนัก 1-3 ก.ค. ทั่วไทย เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 43 จังหวัด
กรมอุตุฯ เตือนฝนหนัก 1-3 ก.ค. ทั่วไทย เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 43 จังหวัด