วงเสวนาวิชาการเตือนไทยเข้าสู่ช่วงเสี่ยงวิกฤตน้ำครั้งใหญ่ในปี 2569-2570 จาก ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่อาจรุนแรงใกล้เคียงภัยแล้งหนักในปี 2558 โดยคาดว่าสถานการณ์จะค่อยๆ รุนแรงขึ้น และแตะระดับสูงสุดในช่วง ธ.ค. 2569 ทำให้พื้นที่ตอนบนของไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปริมาณฝนที่ลดลง แนะ ‘บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า’ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะทำให้ปริมาณน้ำมีความผันผวนสูง
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สมาคมนักอุทกวิทยาไทย ร่วมกับกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และภาคีเครือข่ายวิชาการ จัดงานเสวนาในหัวข้อ “มองอนาคตน้ำไทย ผ่านวิกฤตสู่ทางรอดอย่างยั่งยืน” เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและภูมิอากาศ ในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2569-2570 ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก
ภายในเวทีเสวนา ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายทั้งนักอุทกวิทยา ตัวแทนกรมชลประทาน และ สทนช. ประเมินตรงกันว่า ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเสี่ยงวิกฤตน้ำครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือ Very Strong El Niño ซึ่งอาจมีความรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2558 ที่ไทยเผชิญภัยแล้งหนักในหลายพื้นที่
นายสมชาย ใบม่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยา และกรรมการสมาคมนักอุทกวิทยาไทย เปิดเผยผลการศึกษาที่ใช้วิธีวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลภูมิอากาศย้อนหลังกว่า 72 ปี พบว่า “รหัส ENSO CODE” ของปี 2569 มีลักษณะใกล้เคียงกับปี 2558 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำและเกิดภัยแล้งรุนแรง
ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า อุณหภูมิในปี 2569 มีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ฝนอาจทิ้งช่วงยาวนาน เนื่องจากการสะสมพลังงานความร้อนในมหาสมุทรที่ส่งผลต่อรูปแบบลมมรสุมในภูมิภาค โดยคาดว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น และแตะระดับสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม 2569
นายสมชาย ระบุว่า พื้นที่ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปริมาณฝนที่ลดลงในช่วงสำคัญของการกักเก็บน้ำต้นทุน แต่การที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จะช่วยให้หน่วยงานและประชาชนสามารถวางแผนการใช้น้ำได้แม่นยำขึ้น ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นายสมชาย ใบม่วง
ด้าน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เตรียมกลยุทธ์ “CHANGE” เพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ หรือ Water Productivity ในพื้นที่ชลประทานกว่า 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ การบริหารอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางกว่า 460 แห่ง จะมีการปรับเกณฑ์บริหารใหม่ผ่านระบบ Dynamic Operational Curve ซึ่งเป็นแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ
นายธเนศร์ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้สถานการณ์ปี 2569 จะมีความเสี่ยงคล้ายปี 2558 แต่ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากปริมาณน้ำต้นทุนที่สะสมมาจากปีก่อนหน้า หากสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็อาจช่วยลดความรุนแรงของวิกฤตได้
กรมชลประทานยืนยันว่า จะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอและไม่ให้เกิดการขาดแคลน ขณะที่การเพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรังจะต้องวางแผนอย่างเข้มงวดตามปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง เพื่อลดความเสี่ยงด้านผลผลิตและปัญหาหนี้สินของเกษตรกร

นายธเนศร์ สมบูรณ์
ทางด้านนโยบายระดับชาติ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำผ่านกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ภายใต้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 ซึ่งเปิดทางให้สามารถจัดตั้ง War Room เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานแบบรวมศูนย์
ทั้งนี้ สทนช. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานแผนรับมือภัยพิบัติไปยังระดับจังหวัด โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
นายชยันต์ ยังกล่าวถึงแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำระยะ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำ การเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ การลดการชะล้างพังทลายของดิน รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่และโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้ถึง 150 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อให้น้ำถูกใช้เป็นทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่าในช่วงที่ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำ
ประเด็น ‘น้ำเพื่อพลังงาน’ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเช่นกัน โดย สทนช. และกรมชลประทานเตรียมนำร่องโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ในอ่างเก็บน้ำ เพื่อลดการระเหยของน้ำและผลิตพลังงานสะอาดควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน การดูแลคุณภาพน้ำและการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำในแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ยังคงเป็นภารกิจสำคัญ เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการผลิตน้ำประปา ระบบนิเวศ และภาคการเกษตรริมแม่น้ำ

นายชยันต์ เมืองสง
รศ.บัญชา ขวัญยืน จากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการลุ่มน้ำ กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำของไทยมีพัฒนาการดีขึ้นจากอดีต โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำมีบทบาทมากขึ้นในการสะท้อนความต้องการของประชาชน และทำงานร่วมกับ สทนช. เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง
อย่างไรก็ตาม รศ.บัญชา เห็นว่า ไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS) และระบบสารสนเทศด้านน้ำระดับลุ่มน้ำ (MIS) ที่สามารถทำงานแบบ Real-time เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งครอบคลุมถึง 8 ลุ่มน้ำย่อย จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการร่วมกันทั้งระบบ รวมถึงการใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำและแก้มลิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ ก่อนระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย
นอกจากนี้ ยังต้องวางผังน้ำและผังเมืองควบคู่กัน เพื่อป้องกันการรุกล้ำทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่

รศ.บัญชา ขวัญยืน
ในมุมเศรษฐศาสตร์ รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอว่า ไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก ‘รอเยียวยา’ มาเป็น ‘บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า’ เพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ปริมาณน้ำมีความผันผวนสูงขึ้นมาก
รศ.วิษณุ เสนอให้ใช้ระบบ Trigger-based Plan หรือแผนรับมือที่อ้างอิงจากสัญญาณเตือนภัย เช่น หากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าระดับที่กำหนด หรือฝนปลายฤดูต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มาตรการรับมือจะต้องเริ่มทำงานทันที โดยไม่รอให้เกิดวิกฤตจริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การให้รางวัลหรือสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ประหยัดน้ำ หรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้น้ำ
รศ.วิษณุ ยังเน้นว่า การลงทุนด้านน้ำควรคำนึงถึงความเป็นธรรม โดยพื้นที่เปราะบางและประชาชนรายได้น้อยควรได้รับการสนับสนุนมากกว่า เพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างเท่าเทียม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “Heat Risk” หรือความเสี่ยงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น แม้ปริมาณฝนจะเท่าเดิม แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น และพืชต้องการใช้น้ำมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น จึงเสนอให้มีการทำ “Water Stress Test” หรือการทดสอบความพร้อมรับมือวิกฤตน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ ตั้งแต่ปี 2569 เพื่อเตรียมรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น

รศ.วิษณุ อรรถวานิช
ภายในงานยังมีการยกกรณีศึกษาศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำเทศบาลเมืองลำโพ จ.นนทบุรี ที่สามารถนำน้ำเสียกลับมาบำบัดและใช้ประโยชน์ในกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้น้ำแบบหมุนเวียนในยุคที่ทรัพยากรน้ำมีความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม สทนช. และกรมชลประทานยืนยันว่า จะติดตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำที่อาจกระทบต่อระบบประปาและระบบนิเวศป่าชายเลน นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานเห็นตรงกันว่า ความเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านน้ำ ทั้งกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้การประสานงานของ สทนช. จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การรับมือภัยน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รวมถึงการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายผู้ใช้น้ำระดับชุมชน เพื่อให้มาตรการต่างๆ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้เชี่ยวชาญสรุปตรงกันว่า ปี 2569-2570 จะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศไทยในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมไม่ใช่เพียงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม แต่ต้องสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่ยืดหยุ่น ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐาน และสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
วงเสวนาได้สรุปร่วมกันว่า การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยลดผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดจาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในรอบนี้ได้มากที่สุด

งานเสวนาในหัวข้อ “มองอนาคตน้ำไทย ผ่านวิกฤตสู่ทางรอดอย่างยั่งยืน”




