แนวปะการัง 166,000 ตร.กม. ความหวังของมหาสมุทร ที่อาจรอดจากโลกร้อนได้ถึงปี 2593
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของแนวปะการังทั่วโลกมักเชื่อมโยงกับข่าวการฟอกขาวครั้งใหญ่ อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และการคาดการณ์ถึงความเสี่ยงในการสูญเสียระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมหาสมุทร แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับพบว่า ยังมีแนวปะการังจำนวนมากที่สามารถต้านทานหรือฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้

ปะการังฟอกขาว
Next News รวบรวมข้อมูลจากรายงานการศึกษาของ Wildlife Conservation Society (WCS) และ Macquarie University ที่นำเสนอในการประชุม Our Ocean Conference ณ เมืองมอมบาซา ประเทศเคนยา ซึ่งอาจถือเป็นหนึ่งในข่าวดีไม่กี่ชิ้นของระบบนิเวศทางทะเลโลกในช่วงเวลาที่แนวปะการังกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากภาวะโลกร้อน
นักวิจัยระบุว่า มีแนวปะการังทั่วโลกประมาณ 165,922 ตารางกิโลเมตร หรือราว 166,000 ตารางกิโลเมตร ที่ยังคงมีความสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะอยู่รอดหรือฟื้นตัวจากผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้จนถึงช่วงกลางศตวรรษ หรือประมาณปี 2593
การค้นพบดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาคสนามมากกว่า 45,000 จุดทั่วโลก ระหว่างปี 2503-2568 ร่วมกับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์รวม 42 ตัวแปร โดยใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อระบุพื้นที่ที่มีคุณลักษณะเป็น "พื้นที่หลบภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งเป็นบริเวณที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนน้อยกว่าพื้นที่อื่น หรือสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง
ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้จำนวนแนวปะการังที่มีศักยภาพในการอยู่รอดเพิ่มขึ้นราวสามเท่าเมื่อเทียบกับการประเมินในโครงการ 50 Reefs เมื่อปี 2561 ซึ่งในขณะนั้นมีการระบุพื้นที่สำคัญสำหรับการอนุรักษ์ไว้ในวงจำกัดกว่ามาก
ข้อมูลยังพบว่า แนวปะการังที่มีความยืดหยุ่นเหล่านี้กระจายอยู่ใน 71 ประเทศและมากกว่า 100 ดินแดนทั่วโลก ครอบคลุมทั้งทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก หลายพื้นที่ไม่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพสูงมาก่อน ขณะที่กว่า 61% ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 100,755 ตารางกิโลเมตร อยู่ใน 5 ประเทศหลัก ได้แก่ ออสเตรเลีย บาฮามาส คิวบา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ภาพตัวอย่างแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์
เอมิลี ดาร์ลิง ผู้อำนวยการด้านการอนุรักษ์ปะการังของ WCS และหนึ่งในผู้จัดทำรายงาน ระบุว่า แนวปะการังมักถูกนำเสนอว่าเป็นระบบนิเวศที่กำลังหมดโอกาสฟื้นตัว แต่ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่จำนวนมากที่สามารถเป็นฐานสำคัญของการอนุรักษ์ในอนาคตได้ หากได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม
นักวิจัยอธิบายว่า ความยืดหยุ่นของแนวปะการังไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว บางพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำเย็นที่ช่วยลดอุณหภูมิของน้ำทะเล ขณะที่บางแห่งมีความสามารถในการฟื้นตัวหลังเหตุการณ์ฟอกขาวได้รวดเร็ว ทำให้พื้นที่เหล่านี้เปรียบเสมือนแหล่งต้นกำเนิดที่สามารถช่วยฟื้นฟูแนวปะการังในบริเวณใกล้เคียงได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังเตือนว่า ความหวังดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแนวปะการังพ้นจากความเสี่ยงแล้ว ปัจจุบันมีเพียง 28% ของพื้นที่ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มมีความยืดหยุ่นสูงเท่านั้นที่อยู่ภายใต้มาตรการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่หลายพื้นที่ยังเผชิญปัญหามลพิษ การทำประมงเกินขนาด และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งที่ไม่ยั่งยืน

ภาพตัวอย่างแนวปะการังที่อ่อนแอ
เมื่อเทียบกับพื้นที่แนวปะการังทั่วโลกซึ่งมีประมาณ 348,000-423,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ 166,000 ตารางกิโลเมตรที่ได้รับการระบุครั้งนี้คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมด นักวิจัยมองว่านี่เป็นขนาดพื้นที่ที่มากพอจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับการฟื้นตัวของระบบนิเวศทางทะเล หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ความสำคัญของแนวปะการังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น องค์กรระหว่างประเทศประเมินว่าแนวปะการังสนับสนุนการดำรงชีวิตของประชาชนเกือบหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก ทั้งจากการประมง การท่องเที่ยว และการป้องกันชายฝั่งจากคลื่นและพายุ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเลประมาณ 25% ของสายพันธุ์ทั้งหมด แม้จะครอบคลุมพื้นที่พื้นทะเลเพียงส่วนน้อยก็ตาม
ไคล์ เจ. เอ. ซาวาดา ผู้วิจัยหลักจาก Macquarie University ระบุว่า ผลการศึกษานี้ช่วยชี้เป้าพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องเป็นลำดับแรก และสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการคุ้มครองพื้นที่ทางทะเล 30% ภายในปี 2573 ที่หลายประเทศกำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้

ตัวอย่างแนวปะการังที่ตายแล้ว
แม้งานวิจัยจะเปิดเผยว่ามีแนวปะการังจำนวนมากที่ยังมีโอกาสอยู่รอดไปจนถึงกลางศตวรรษ แต่ผู้วิจัยย้ำว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ผลกระทบต่อแนวปะการังในภาพรวมจะยังคงรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพื้นที่หลบภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการค้นพบพื้นที่ที่ยังเหลือรอดของแนวปะการังโลก แต่ยังเป็นข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการส่งต่อไปยังรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศว่า ในช่วงเวลาที่ทรัพยากรสำหรับการอนุรักษ์มีจำกัด การปกป้องพื้นที่สำคัญเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดในการรักษาระบบนิเวศทางทะเลของโลกเอาไว้สำหรับอนาคต

แนวปะการังใต้ทะเล
อ้างอิง:




