เอลนีโญปี 2569 ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความร้อนใต้ผิวน้ำสูงผิดปกติ หลายแบบจำลองคาดอาจขึ้นถึงระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปี 2570 พร้อมเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ฝนแปรปรวน และอุณหภูมิสูงในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2569 กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและปริมาณความร้อนสะสมใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงผิดปกติตั้งแต่ช่วงต้นของเหตุการณ์ จนถูกเรียกในวงการภูมิอากาศว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือ “เอลนีโญระดับก็อดซิลล่า” และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 และต้นปี 2570 ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก
World Meteorological Organization (WMO) รายงานเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ว่า เอลนีโญก่อตัวอย่างมั่นคงและกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 หากแนวโน้มปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง ความรุนแรงอาจสูงกว่าหลายเหตุการณ์ที่เคยบันทึกไว้นับตั้งแต่เริ่มติดตามอย่างเป็นระบบเมื่อราว 4 ทศวรรษก่อน
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งยังคงสถานะประกาศเฝ้าระวังเอลนีโญ และประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 90% ที่เอลนีโญจะพัฒนาเข้าสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือปี 2569-2570 รวมทั้งมีโอกาส 69% ที่ความรุนแรงจะสูงกว่าเหตุการณ์เอลนีโญครั้งสำคัญที่มีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 2493
ข้อมูลจาก Climate Prediction Center ของ NOAA ระบุว่า ค่าดัชนีนีโญ 3.4 ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าสู่ระดับรุนแรงมากแล้ว ขณะที่ความร้อนใต้ผิวน้ำยังสะสมครอบคลุมพื้นที่กว้าง โดยทั่วไปเหตุการณ์ที่ค่าดัชนีนีโญ 3.4 สูงกว่า 2 องศาเซลเซียสมักถูกเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”
International Research Institute for Climate and Society รายงานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ว่า ค่าดัชนีนีโญ 3.4 รายสัปดาห์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมขึ้นไปถึงประมาณ 2.7 องศาเซลเซียส ขณะที่แบบจำลองส่วนใหญ่คาดว่าเอลนีโญจะขึ้นสู่จุดสูงสุดระหว่างเดือนตุลาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 และยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับรุนแรงมากตลอดช่วงดังกล่าว ก่อนผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศโลกจะต่อเนื่องไปถึงช่วงกลางปี 2570
การคาดการณ์ของ Geophysical Fluid Dynamics Laboratory ภายใต้ NOAA ในเดือนสิงหาคม 2569 ให้ภาพไปในทิศทางเดียวกัน โดยแบบจำลองทั้ง 30 ชุดคาดการณ์ว่าเอลนีโญรอบนี้จะขึ้นไปใกล้เคียงหรือแข่งขันกับเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึก ขณะที่รายงานบางส่วนประเมินว่า หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความร้อนใต้ผิวน้ำยังเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มปัจจุบัน ความรุนแรงของเหตุการณ์อาจอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 1,000 ปี
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทำให้เอลนีโญปี 2569-2570 ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์รุนแรงในอดีต โดยเฉพาะปี 2525-2526, 2540-2541 และ 2558-2559 ซึ่งล้วนมีค่าดัชนีนีโญ 3.4 สูงกว่า 2 องศาเซลเซียส และสร้างผลกระทบต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่วนคำว่า “เอลนีโญระดับก็อดซิลล่า” ถูกนำมาใช้ในวงการภูมิอากาศตั้งแต่ปี 2558 เพื่ออธิบายขนาดและความรุนแรงของเหตุการณ์เอลนีโญขนาดใหญ่
ผลกระทบที่ถูกจับตาหลังจากนี้คืออุณหภูมิโลกที่อาจเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวจากอิทธิพลของเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ปี 2570 มีโอกาสขึ้นเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ขณะที่รูปแบบฝนในหลายพื้นที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง โดยบางส่วนของออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้อาจเผชิญฝนน้อย ภัยแล้ง และความเสี่ยงไฟป่าเพิ่มขึ้น ส่วนชายฝั่งเปรู เอกวาดอร์ และบางพื้นที่ของอเมริกาใต้อาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย เอลนีโญรุนแรงมักเกี่ยวข้องกับปริมาณฝนที่ลดลงในบางช่วงของฤดูมรสุมและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคเกษตร แหล่งน้ำ และการประมง อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภูมิอากาศอื่นร่วมด้วย ทั้งสภาวะความแปรปรวนของอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดียและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในระยะยาว
ขณะเดียวกัน Copernicus Climate Change Service รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกนอกเขตขั้วโลกทำสถิติสูงสุดรายวันที่ 21.10 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางทั้งอิทธิพลจากเอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงและแนวโน้มการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรในระยะยาว
หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศทั่วโลกอยู่ระหว่างติดตามเอลนีโญปี 2569-2570 อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศเตรียมระบบเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ และความมั่นคงด้านอาหารล่วงหน้า เนื่องจากเอลนีโญรอบนี้มีแนวโน้มขึ้นสู่จุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 และผลกระทบต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคอาจยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2570
อ้างอิง:




