กองทุนการเงินระหว่างประเทศ คาดปี 2569 เศรษฐกิจโลกแตะ 219 ล้านล้านดอลลาร์แบบ PPP - เวียดนามแซงไทยเติบโตเพียง 1.6% จีนครองอันดับ 1 อินเดียโตแรง เอเชียใกล้ครึ่งโลก
รายงานของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะมีมูลค่ารวมกว่า 219 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวัดตามเกณฑ์ความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity: PPP) ซึ่งเป็นการปรับมูลค่าเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของแต่ละประเทศ
ข้อมูลชี้ว่า ปีนี้ เวียดนามแซงหน้าประเทศไทย ในด้านสัดส่วน GDP โลกเมื่อวัดด้วย PPP โดยมีสัดส่วน 0.89% หรือมูลค่า 1.94 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 0.88% หรือ 1.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เวียดนามขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 23 ของโลก ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 25
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ
ในภาพรวม จีน ยังคงเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในเกณฑ์นี้ ด้วยสัดส่วน 19.84% หรือคิดเป็นมูลค่า 43.49 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว แต่ยังคงเติบโตได้ 4.2%
ขณะที่ สหรัฐอเมริกา อยู่อันดับสอง ด้วยสัดส่วน 14.52% มูลค่า 31.82 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัว 2.1% จากแรงหนุนของนโยบายการเงินและการคลัง ตามด้วย อินเดีย ในอันดับสามที่ 8.73% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจเอเชียซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของโลก
อันดับสามเป็นของ อินเดีย ที่มีมูลค่า 19.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.73% ของโลก และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 6.2% ซึ่งมากกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วน รัสเซีย อยู่อันดับสี่ที่ 7.34 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.35%) แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตร แต่ยังขยายตัวได้ 1% ตามด้วย ญี่ปุ่น ในอันดับห้า มูลค่า 6.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.16%) เติบโตเพียง 0.6% สะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัย
ในกลุ่มถัดมา เยอรมนี อยู่อันดับหก (2.89%) ตามด้วย อินโดนีเซีย (2.44%) บราซิล (2.35%) ฝรั่งเศส (2.12%) และ สหราชอาณาจักร (2.10%) ครบ 10 อันดับแรก
ข้อมูลยังสะท้อนการไต่ขึ้นของเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดย ตุรกี อิตาลี เม็กซิโก เกาหลีใต้ และ สเปน อยู่ในอันดับ 11-15 ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย แคนาดา อียิปต์ และ ไนจีเรีย อยู่ในกลุ่ม 16-19 ส่วน โปแลนด์ ไต้หวัน ออสเตรเลีย เวียดนาม และ อิหร่าน อยู่ในอันดับ 20-24
ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยที่อยู่อันดับ 25 ในด้านแนวโน้มการเติบโต IMF คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% จากแรงกดดันของภาคส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ตามรายงานการปรึกษา Article IV Consultation ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับเศรษฐกิจดังกล่าวยังคงตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในกำลังหลักของเศรษฐกิจอาเซียน
30 อันดับแรกของประเทศที่คาดว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศตามเกณฑ์ความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (GDP แบบ PPP) ตามการคาดการณ์ปี 2569 ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีดังนี้
1. จีน 19.84%
2. สหรัฐฯ 14.52%
3. อินเดีย 8.73%
4. รัสเซีย 3.35%
5. ญี่ปุ่น 3.16%
6. เยอรมนี 2.89%
7. อินโดนีเซีย 2.44%
8. บราซิล 2.35%
9. ฝรั่งเศส 2.12%
10. สหราชอาณาจักร 2.10%
11. ตุรกี 1.81%
12. อิตาลี 1.74%
13. เม็กซิโก 1.62%
14. เกาหลีใต้ 1.59%
15. สเปน 1.34%
16. ซาอุดีอาระเบีย 1.30%
17. แคนาดา 1.28%
18. อียิปต์ 1.16%
19. ไนจีเรีย 1.09%
20. โปแลนด์ 0.97%
21. ไต้หวัน 0.94%
22. ออสเตรเลีย 0.94%
23. เวียดนาม 0.89%
24. อิหร่าน 0.88%
25. ไทย 0.88%
26. บังกลาเทศ 0.87%
27. ปากีสถาน 0.80%
28. ฟิลิปปินส์ 0.73%
29. อาร์เจนตินา 0.72%
30. มาเลเซีย 0.71%
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชี้ให้เห็นว่า เอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีสัดส่วนรวมเกือบ 49% ของ GDP แบบ PPP ทั้งหมด สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ Visual Capitalist ที่ระบุว่าประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคกำลังเร่งการผลิตและการค้าอย่างต่อเนื่อง
การวัด GDP ด้วยวิธี PPP หรือความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ ทำให้เห็นขนาดเศรษฐกิจในมุมที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า GDP แบบราคาตลาด เนื่องจากมีการปรับตามระดับราคาสินค้าและบริการของแต่ละประเทศ ส่งผลให้ประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำอย่างจีนและอินเดียมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
ในทางกลับกัน แม้ สหรัฐอเมริกา จะยังเป็นผู้นำใน GDP แบบราคาตลาด แต่ในเกณฑ์ PPP ได้ตามหลังจีนมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง:
IMF: GDP based on PPP, share of world 2026
Worldometers: GDP (PPP) by Country (2026) - IMF
Visual Capitalist: The Entire Global Economy in 2026
IMF: Executive Board Concludes 2025 Article IV Consultation with Thailand




