จีน GDP ไตรมาสแรก ปี 2569 โต 5% ส่งออกพุ่ง 14.7% พยุงเศรษฐกิจ สวนกระแสวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ กดดันเอเชียชะลอ
สงครามระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกทันที โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและสถานการณ์ตึงเครียดใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นบางส่วน กระทบการขนส่งพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม จีน กลับรายงานตัวเลข GDP ไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 5% เร่งขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ราว 4.7-4.8%
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Bureau of Statistics of China) ระบุว่า แรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 77.5% แบตเตอรี่ลิเธียมโต 50.4% และกังหันลมโต 45.2% ส่งผลให้มูลค่าการค้าต่างประเทศรวมในไตรมาสแรกทะลุ 11.84 ล้านล้านหยวน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
รายงานของ Reuters ระบุว่า การส่งออกของจีนทั้งไตรมาสขยายตัว 14.7% แม้ช่วงปลายไตรมาสเริ่มได้รับแรงกดดันจากสงคราม เนื่องจากดีมานด์โลกชะลอลง แต่จีนสามารถกระจายตลาดไปยังอาเซียน แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งยังเติบโตได้ดี ช่วยชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแรง
อย่างไรก็ตาม ภาคบริโภคภายในประเทศยังคงเป็นจุดอ่อน โดยยอดค้าปลีกขยายตัวเพียง 2.4-2.8% ในช่วงต้นปี สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ด้าน Asian Development Bank ในรายงาน Asian Development Outlook เดือนเมษายน 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจจีนยังได้แรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่มาตรการ Trade-in หรือการนำสินค้าเก่าไปแลกซื้อสินค้าใหม่พร้อมส่วนลดหรือเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและพยุงการลงทุนสินทรัพย์ถาวร ให้กลับมาเติบโต 1.7%
แม้ในไตรมาสแรก ผลกระทบจากสงครามยังจำกัด เนื่องจากจีนมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่และกระจายแหล่งนำเข้าจาก รัสเซีย และประเทศอื่นๆ แต่ Nikkei Asia ประเมินว่าการเติบโตทั้งปี 2569 ของจีนอาจถูกปรับลดลงเหลือ 4.6% จาก 5.0% ในปี 2568
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย Asian Development Bank คาดว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่กำลังพัฒนาจะเติบโต 5.1% ในปี 2569 ลดลงจากประมาณการเดิมจากผลกระทบราคาพลังงานและอุปสงค์โลกที่ชะลอ
อินเดีย ยังคงเติบโตแข็งแกร่งที่สุดที่ 6.9% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่มั่นคง ขณะที่ อินโดนีเซีย คาดโต 5.2% โดยมีทรัพยากรธรรมชาติช่วยพยุงเศรษฐกิจ แม้เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
ด้าน เวียดนาม คาดโต 7.2% แต่เผชิญความเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ ขณะที่ ไทย ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% ต่ำสุดในอาเซียน จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกดดันจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยว
ส่วน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ คาดว่าจะเติบโตเพียง 0.7% และ 1.8% ตามลำดับ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 85-100% ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ International Monetary Fund เตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือ 3.1% และเศรษฐกิจเอเชียอาจสูญเสีย GDP ราว 0.3-0.8% จากผลกระทบด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
การวิเคราะห์ของ Bruegel Institute ระบุว่า จีนได้รับผลกระทบระยะสั้นน้อยกว่าหลายประเทศ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินฝืดช่วยดูดซับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเริ่มกระทบภาคส่งออกและปัญหากำลังการผลิตล้นเกินในภาคการผลิต
ในระยะยาว จีนกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคอสังหาริมทรัพย์ไปสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถยืนระยะได้ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก
อ้างอิง:
Reuters: China poised for Q1 GDP growth rebound but Iran war clouds outlook
Global Times: China's Q1 GDP expands by 5%, getting off to a strong start
Nikkei Asia: China's GDP growth likely accelerated in Q1 despite Iran shock
Asian Development Bank: Economic Forecasts Asian Development Outlook April 2026




