IMF เตือน AI กำลังกลายเป็นอาวุธไซเบอร์ยุคใหม่ ที่อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลกผ่านการโจมตีระบบธนาคาร คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกันในระดับล้มทั้งระบบ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ ต้นทุนการโจมตีกำลังถูกลงและรวดเร็วเกินมนุษย์รับมือทัน
รายงานฉบับล่าสุดของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เตือนว่า ความก้าวหน้าของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภัยคุกคามทางไซเบอร์ และอาจนำไปสู่วิกฤตที่สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินโลกในระดับ ความเสี่ยงเชิงระบบได้ในอนาคต
สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจากรายงานของ IMF และการรายงานของ The Wall Street Journal พบว่า AI กำลังกลายเป็น ดาบสองคม ของภาคการเงินโลก แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการป้องกันภัยไซเบอร์ แต่ในอีกด้านกลับเปิดทางให้ผู้โจมตีสามารถค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบได้รวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และไม่จำเป็นต้องมีทักษะขั้นสูงเหมือนในอดีต
IMF ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง การระดมทุน ความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน และการหยุดชะงักของตลาดการเงินในวงกว้าง โดยความเสี่ยงยิ่งรุนแรงขึ้นจากการที่ระบบการเงินโลกพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบริการคลาวด์ ระบบชำระเงิน หรือซอฟต์แวร์สำคัญจากผู้ให้บริการรายเดียวกัน
รายงานของ IMF เตือนว่า หากเกิดการโจมตีในจุดสำคัญเพียงจุดเดียว อาจลุกลามเป็นความล้มเหลวที่เชื่อมโยงกัน กระทบสถาบันการเงินจำนวนมากพร้อมกัน และอาจขยายวงไปยังภาคพลังงาน โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเดียวกัน
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ IMF ยกขึ้นมา คือ “Claude Mythos Preview” โมเดล AI จาก Anthropic ซึ่งเปิดตัวในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดย Anthropic ระบุว่า โมเดลดังกล่าวมีศักยภาพสูงในการค้นหาและโจมตีช่องโหว่ที่ยังไม่มีแพตช์แก้ไขในระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ แม้ผู้ใช้งานจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ก็ตาม
ข้อมูลจาก Anthropic ระบุเพิ่มเติมว่า โมเดลดังกล่าวสามารถค้นพบช่องโหว่จำนวนหลายพันจุดในซอฟต์แวร์สำคัญ รวมถึงระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักหลายประเภท โดยช่องโหว่จำนวนมากยังไม่ได้รับการแก้ไข
IMF มองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ที่สามารถทำงานด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร ทำให้ผู้โจมตีอาจค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบได้รวดเร็วกว่าที่ฝ่ายป้องกันจะตรวจจับและรับมือทัน และประเมินว่า AI อาจกลายเป็นต้นตอของแรงกระแทกทางเศรษฐกิจมหภาค หากเกิดการโจมตีที่กระทบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญพร้อมกันหลายแห่ง
IMF ยังระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การกระจุกตัวของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้งผู้ให้บริการคลาวด์และผู้พัฒนาโมเดล AI ซึ่งหากระบบของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งถูกโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ได้แก่ การหยุดชะงักของระบบชำระเงิน การสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชน ปัญหาสภาพคล่อง การเทขายสินทรัพย์อย่างเร่งด่วน รวมถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอื่นที่เชื่อมโยงกับระบบดิจิทัล
ก่อนหน้านี้ คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เคยเตือนว่า ธนาคารกลางและระบบการเงินทั่วโลกยังไม่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
รายงานของ IMF ระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลควรมองความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) เป็นประเด็นหลักของเสถียรภาพทางการเงิน ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านเทคโนโลยีเท่านั้น
IMF เสนอให้ประเทศต่างๆ กำหนดมาตรฐานด้านความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเน้นการจำกัดการลุกลามของความเสียหาย และจัดทำแผนฟื้นฟูระบบให้กลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ IMF ยังเสนอให้ใช้ AI ในฝั่งป้องกันควบคู่กันไป แต่ต้องมีระบบกำกับดูแล และการตรวจสอบโดยมนุษย์อย่างเพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากเกินไป
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการทดสอบจำลองสถานการณ์วิกฤตไซเบอร์ เพื่อประเมินว่าระบบการเงินจะรับมือได้มากน้อยเพียงใดหากถูกโจมตีในวงกว้าง พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองด้านภัยคุกคามระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการโจมตีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
IMF ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรด้านความมั่นคงไซเบอร์จำกัด
รายงานระบุว่า แม้การป้องกันจะไม่มีทางสมบูรณ์แบบ และระบบใดก็สามารถถูกเจาะได้ แต่การเตรียมพร้อมรับมือและฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กๆ ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินระดับโลก
IMF สรุปว่า ภัยคุกคามไซเบอร์จาก AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ หากรัฐบาล ธนาคารกลาง และภาคการเงินทั่วโลกเร่งดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างจริงจังและประสานสอดคล้องกันในระดับนานาชาติ
อ้างอิง:




