รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มคืนเงินภาษีนำเข้ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.5 แสนล้านบาท) ให้ภาคธุรกิจ หลังศาลชี้เก็บภาษีเกินอำนาจกฎหมาย ขณะที่ดอกเบี้ยสะสมเพิ่มเดือนละหลายร้อยล้านดอลลาร์ (ราว 2-3 หมื่นล้านบาท)
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ หรือ U.S. Customs and Border Protection (CBP) ได้ดำเนินการคืนเงินภาษีนำเข้าที่ถูกประกาศว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 652,000 ล้านบาท ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 และยังมีเงินอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเตรียมทยอยจ่ายคืนเพิ่มเติม
สำนักข่าว InsideTrade รายงานว่า กระบวนการคืนเงินครั้งนี้เกิดขึ้นหลังคำตัดสินสำคัญของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ยกเลิกอำนาจการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการค้าของรัฐบาล
The New York Times รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีนำเข้าที่เคยจัดเก็บได้รวมประมาณ 160,000-175,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมดอกเบี้ยสะสมที่เพิ่มขึ้นวันละหลายล้านดอลลาร์ โดยประเมินว่าดอกเบี้ยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 650 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ภาระทางการคลังของรัฐบาลขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การคืนเงินเริ่มเร่งตัวชัดเจนในเดือนพฤษภาคม 2569 หลัง CBP เปิดใช้งานระบบออนไลน์ชื่อ Consolidated Administration and Processing of Entries หรือ CAPE ตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อรองรับการยื่นคำร้องคืนภาษีจากบริษัทนำเข้าหลายแสนรายทั่วประเทศ
Reuters รายงานโดยอ้างข้อมูลล่าสุดถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ว่า CBP ได้คำนวณยอดเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยแล้วกว่า 35,460 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมสินค้านำเข้ากว่า 8.3 ล้านรายการ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดช่วงปลายเดือนพฤษภาคมยืนยันว่า ยอดคืนเงินจริงทะลุ 20,000 ล้านดอลลาร์แล้ว
The Guardian รายงานว่า ขณะนี้มีเงินอีกราว 65,000 ล้านดอลลาร์ที่เตรียมโอนคืนให้ผู้นำเข้าในระยะใกล้ และยอดรวมของคำร้องที่ผ่านการรับรองแล้วอยู่ที่ประมาณ 85,000 ล้านดอลลาร์
บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่เป็นผู้ชำระภาษีนำเข้าโดยตรงได้ยื่นขอคืนเงินแล้ว เช่น Walmart, Home Depot, Target, Apple, Nike และ Costco ซึ่งล้วนเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระบุว่า การคืนเงินครั้งนี้เป็นการคืนให้กับบริษัทผู้นำเข้าโดยตรง ไม่ใช่การจ่ายคืนแก่ผู้บริโภคทั่วไป แม้ต้นทุนภาษีนำเข้าหลายส่วนจะถูกผลักภาระไปยังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในช่วงก่อนหน้านี้
The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารหลายบริษัทว่า บางบริษัทมีแผนนำเงินคืนส่วนนี้ไปใช้ขยายธุรกิจ ลดภาระหนี้ หรือปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน หลังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม กระบวนการคืนเงินยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาระบบเทคโนโลยีที่ต้องรองรับคำร้องหลายล้านรายการ และการคำนวณดอกเบี้ยที่ซับซ้อนสำหรับการนำเข้าแต่ละรายการ
CBP ระบุว่าจะดำเนินการคืนเงินเป็นระยะ โดยช่วงแรกจะเร่งจัดการรายการที่ตรวจสอบได้ง่ายก่อน แล้วจึงขยายไปยังรายการที่ซับซ้อนมากขึ้นในลำดับถัดไป ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจยาวนานถึงหลายปีจึงจะแล้วเสร็จทั้งหมด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า นโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและลดการขาดดุลการค้า แต่ศาลฎีกาตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้า
คำตัดสินดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมทั้งในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นการจำกัดการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่เกินขอบเขต ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์มองว่า คำตัดสินดังกล่าวอาจลดอำนาจต่อรองทางการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากที่เคยได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าระดับสูง การคืนเงินครั้งนี้ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินได้บางส่วน แต่หลายบริษัทยังคงกังวลว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นเพื่อกลับมาเก็บภาษีนำเข้าอีกครั้งในอนาคต
นโยบายภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในรัฐบาลทรัมป์ตั้งแต่ปี 2568 เพื่อตอบโต้ปัญหาการค้ากับจีน เม็กซิโก แคนาดา และประเทศอื่นๆ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการขาดดุลการค้า ซึ่งทำให้ CBP จัดเก็บภาษีจากผู้นำเข้าประมาณ 330,000 รายทั่วสหรัฐฯ
การคืนเงินครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในธุรกรรมทางการเงินที่มีมูลค่าสูงที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในรอบหลายปี ท่ามกลางความขัดแย้งด้านอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก
อ้างอิง:




