สหรัฐฯ ระบุไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงสุด 12.5% กระทบผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานไทยในอนาคต
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เผยแพร่ผลการสอบสวนตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 2517 โดยระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 54 เศรษฐกิจที่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายหรือการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่ง USTR เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่สมเหตุสมผลและส่งผลกระทบต่อการค้าของสหรัฐฯ
รายงานดังกล่าวครอบคลุมการประเมิน 60 เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ โดย USTR ระบุว่าการที่หลายประเทศยังไม่มีมาตรการป้องกันสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ อาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานแรงงานปกติ
ตามรายงานของ USTR ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีกรอบกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างครอบคลุม หรือยังไม่สามารถบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่อีก 6 เศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป เม็กซิโก และอีกหลายประเทศ ได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ USTR เห็นว่ายังมีข้อจำกัดด้านการบังคับใช้
การสอบสวนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย USTR เปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกือบ 500 ราย และจัดการไต่สวนสาธารณะในเดือนเมษายน ก่อนประกาศผลการสอบสวนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569
USTR ระบุว่าแรงงานบังคับเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในตลาดส่งออกและตลาดนำเข้า โดยมองว่าการที่ประเทศคู่ค้าไม่มีมาตรการป้องกันสินค้าประเภทดังกล่าวอย่างเพียงพอ ถือเป็นอุปสรรคต่อผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐฯ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การถูกกล่าวถึงในรายงานฉบับนี้อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านมาตรฐานแรงงานและการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่เชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐฯ
รายงานของ USTR ยังระบุว่าปัญหาแรงงานบังคับยังคงพบได้ในห่วงโซ่อุปทานของหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเล และการทำเหมืองแร่ โดยชี้ว่าหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมาตรา 307 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งใช้ห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ
พร้อมกันนี้ USTR เสนอให้พิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10-12.5% ต่อสินค้าจากประเทศที่อยู่ในขอบข่ายการสอบสวน และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ก่อนจัดการไต่สวนเพิ่มเติมในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังใช้มาตรการทางการค้าและมาตรฐานด้านแรงงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดย USTR ระบุว่าการจัดการปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานโลกเป็นประเด็นสำคัญต่อการรักษาความเป็นธรรมทางการค้า
จากข้อมูลในรายงาน ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับไทยมีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา อาทิ จีน อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรปและลาตินอเมริกา
ในกรณีของไทย ประเด็นด้านแรงงานเคยได้รับการจับตามองจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมาแล้วในอดีต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงและการเกษตร ผ่านรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์และการทบทวนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร แม้ไทยจะมีการปรับปรุงกฎหมายและกลไกคุ้มครองแรงงานหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างครอบคลุมเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้อยู่ในปัจจุบัน
รายงานของ USTR ระบุเพิ่มเติมว่า การไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอในหลายประเทศ อาจทำให้สินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับยังสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการผลิตสินค้าก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงตลาดสหรัฐฯ ผ่านช่องทางทางอ้อม
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ การติดตามพัฒนาการของมาตรการดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากข้อเสนอด้านภาษีนำเข้าและมาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในอนาคต
ทั้งนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่า ปัจจุบันยังมีผู้ตกเป็นเหยื่อของแรงงานบังคับหลายสิบล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนและการค้าระหว่างประเทศ
อ้างอิง:





