ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เหลือ 2.5% จากผลกระทบความตึงเครียดตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูง ขณะที่ไทยถูกคาดว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคและกลุ่มอาเซียนหลักหลายประเทศ
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า ธนาคารโลก (World Bank) ได้เผยแพร่รายงาน Global Economic Prospects ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือ 2.5% จากเดิม 2.9% ที่ประเมินไว้ในรายงานเดือนมกราคม เนื่องจากผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกและทำให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับสูง
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2569 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 36% จากปีก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19
ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะขยายตัว 2.9% ก่อนชะลอลงเหลือ 2.5% ในปี 2569 และฟื้นตัวขึ้นเป็น 2.8% ในช่วงปี 2570 อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษ 2553 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง
รายงานยังระบุว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.6% ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากความผันผวนของตลาดพลังงานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ประเทศในอ่าวอาหรับหลายแห่งอาจมีอัตราการเติบโตใกล้ศูนย์ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในปีถัดไป
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียงประมาณ 1.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และอยู่ในระดับต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของภาคส่งออก การใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความผันผวนของการค้าโลก ซึ่งส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารโลกยังเตือนว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นและการส่งมอบพลังงานหยุดชะงักเป็นเวลานาน เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวได้เพียง 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งขึ้นแตะ 4.4% ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและการส่งออกสินค้าอย่างประเทศไทย
ในด้านฐานะการคลัง รายงานระบุว่า ระดับหนี้สาธารณะของหลายประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยและความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูงและการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเตือนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยระบุว่า หลายประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงประเทศในเอเชีย อาจเผชิญภาวะการเติบโตที่ซบเซาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่สามารถลดช่องว่างรายได้ต่อหัวเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 2543
รายงานยังกล่าวถึงโอกาสจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2573 อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามศักยภาพของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่ยังขาดระบบนิเวศด้านดิจิทัลและบุคลากรที่มีทักษะเพียงพออาจเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ธนาคารโลกยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ ทั้งในประเทศผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะการสร้างกันชนทางการเงินเพื่อรองรับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
พร้อมกันนี้ ธนาคารโลกระบุว่า ได้เตรียมวงเงินสนับสนุนทางการเงินฉุกเฉินไว้ราว 50,000-60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจขยายเป็น 80,000-100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสถานการณ์โลกเลวร้ายลง โดยแนะนำให้ประเทศสมาชิกเร่งดำเนินนโยบายควบคุมเงินเฟ้อ เสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง และส่งเสริมการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบดิจิทัล
รายงานดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกในปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยธนาคารโลกเห็นว่า การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปได้
อ้างอิง:




