News Logo
หน้าแรก
IMF เตือน Tokenization เขย่าระบบการเงินโลก แต่เสี่ยงวิกฤตเร็วขึ้น

IMF เตือน Tokenization เขย่าระบบการเงินโลก แต่เสี่ยงวิกฤตเร็วขึ้น

6 ก.ค. 2569 13:48
ผู้ชม 9 คน

IMF ชี้การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็นเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลกทั้งระบบ เพิ่มความเร็วธุรกรรม แต่ลดกันชนความเสี่ยง อาจทำให้วิกฤตลุกลามรวดเร็วกว่าเดิม

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดย โทเบียส เอเดรียน ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและตลาดทุน ระบุว่า “การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็น” (Tokenization) ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชำระเงิน แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ

IMF อธิบายว่า แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากการย้ายสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินเข้าสู่บัญชีแยกประเภทดิจิทัลร่วมที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ (Programmable ledger) ทำให้การซื้อขาย การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ลดช่วงเวลารอที่เคยมีในระบบการเงินแบบดั้งเดิม

ก่อนหน้านี้ IMF ได้เผยแพร่เอกสาร Tokenized Finance เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โดยระบุว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เพียงการยกระดับประสิทธิภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมการเงิน โดยเฉพาะการใช้บัญชีแยกประเภทแบบอนุญาตและสัญญาอัจฉริยะ (Smart contracts) ที่เข้ามาปรับรูปแบบการจัดการสภาพคล่องและความเสี่ยงเชิงระบบ

IMF ชี้ว่า ระบบการเงินแบบดั้งเดิมอาศัยขั้นตอนหลายลำดับ เช่น การซื้อขาย การหักบัญชี และการชำระราคา ซึ่งช่วยสร้างแรงหน่วง ลดความผันผวน แต่ในระบบโทเค็น ธุรกรรมเกิดขึ้นทันที ทำให้ความต้องการสภาพคล่องเกิดแบบเรียลไทม์ และอาจทำให้ความเสี่ยงแพร่กระจายได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ความเสี่ยงอาจย้ายจากงบดุลของสถาบันการเงินไปสู่โครงสร้างของแพลตฟอร์มและโค้ดระบบ หากสัญญาอัจฉริยะเกิดข้อผิดพลาดหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ ผลกระทบอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงกว้าง

IMF ยังระบุว่า โทเค็นของเงินฝากธนาคาร สเตเบิลคอยน์ และเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างสภาพคล่องในอนาคต โดยช่วยให้การไหลเวียนของเงินมีความต่อเนื่องมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันอาจลดความยืดหยุ่นของสถาบันการเงินในภาวะวิกฤต

ในภาคธนาคารและตลาดทุน IMF มองว่าระบบโทเค็นจะไม่แทนที่ธนาคาร แต่จะเปลี่ยนบทบาทด้านการระดมทุน การปล่อยสินเชื่อ และการบริหารความเสี่ยง โดยกระบวนการต่างๆ จะถูกฝังอยู่ในสัญญาอัจฉริยะ และสามารถตรวจสอบได้แบบต่อเนื่อง

สำหรับตลาดทุน การออก ซื้อขาย และชำระราคาหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเค็นจะถูกรวมไว้ในระบบเดียว ลดความเสี่ยงคู่สัญญา แต่ก็อาจทำให้ความต้องการสภาพคล่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และเพิ่มแรงกดดันในช่วงตลาดผันผวน

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนถึงความเสี่ยงด้านโครงสร้าง หากระบบบัญชีแยกประเภทดิจิทัลกระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มจำนวนน้อย อาจสร้างความเสี่ยงด้านไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานในระดับระบบได้

ในมิติระหว่างประเทศ IMF ระบุว่า การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นแทบจะทันที อาจเพิ่มความผันผวนของเงินทุน เคลื่อนย้ายสกุลเงินได้เร็วขึ้น และท้าทายอธิปไตยทางการเงิน โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

ขณะเดียวกัน สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้เข้าถึงตลาดการเงินโลกได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุนธุรกรรม แต่ต้องอาศัยกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ

IMF ยังเน้นย้ำความจำเป็นของการเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการแยกตัวของสภาพคล่องและการเกิดความเสี่ยงเชิงระบบรูปแบบใหม่ รวมถึงเสนอให้ขยายกรอบกำกับดูแลไปถึงระดับ “โค้ด” ของระบบสัญญาอัจฉริยะ

IMF สรุปว่า อนาคตของระบบการเงินแบบโทเค็นจะขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบาย ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ หากบริหารจัดการได้เหมาะสม อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบการเงินโลก แต่หากไม่พร้อม อาจนำไปสู่ความผันผวนและความเสี่ยงเชิงระบบที่รุนแรงยิ่งขึ้น

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

UN เปิดเวทีโลกกำกับ AI ครั้งแรก หวั่นเทคโนโลยีแซงหน้ากฎเกณฑ์
UN เปิดเวทีโลกกำกับ AI ครั้งแรก หวั่นเทคโนโลยีแซงหน้ากฎเกณฑ์