IMF เตือนสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานโลกและเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่ไทยยังได้แรงหนุนจากการส่งออกฮาร์ดแวร์ AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงาน ประมาณการเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook Update) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ในหัวข้อ "เศรษฐกิจโลกท่ามกลางสงครามและการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี" (Global Economy in Crosscurrents of War and Technology) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน ขณะที่ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจลงได้บางส่วน
IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.0 ในปี 2569 และร้อยละ 3.4 ในปี 2570 โดยการเติบโตที่ชะลอลงเป็นผลจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับระบบ AI
รายงานระบุว่า ราคาพลังงานในปี 2569 ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามประมาณร้อยละ 25 แม้ว่าหลายประเทศจะทยอยระบายน้ำมันสำรองทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาด ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 4.7 ในปีเดียวกัน หลังจากก่อนหน้านี้มีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง
IMF ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 78-89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในเอเชียเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 50 ในบางช่วง ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าพลังงานต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานนอกพื้นที่ความขัดแย้งได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากสงครามแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
สำหรับภูมิภาคเอเชีย IMF ระบุว่า ประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะการผลิตฮาร์ดแวร์สำหรับ AI สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานได้ดีกว่าประเทศอื่น โดยไทยได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI สำคัญของภูมิภาค ร่วมกับเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน
IMF ยังปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 เป็นร้อยละ 1.9 เพิ่มขึ้น 0.4 จุดร้อยละจากการประเมินครั้งก่อน โดยระบุว่าเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ้างอิงในรายงานระบุว่า ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2567 รวมประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มูลค่ากว่า 436,000 ล้านบาท และในปี 2569 สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และศูนย์ข้อมูลกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการส่งออก
ในด้านพลังงาน IMF ใช้สมมติฐานว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานตามปกติในช่วงเดือนมีนาคม 2570 แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป อาจทำให้หลายประเทศเผชิญปัญหาพลังงานขาดแคลน โดยเฉพาะประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ
รายงานยังระบุว่า ราคาปุ๋ยและอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียใต้และภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนสูง
แม้เศรษฐกิจเอเชียจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่ IMF ระบุว่า ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น ไทย ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการชิปสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
IMF ยังเตือนว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวนมากขึ้น ธนาคารกลางหลายประเทศจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลควรเตรียมฐานะการคลังให้พร้อมรับมือหากสถานการณ์เลวร้ายลง
สำหรับประเทศไทย IMF ระบุว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น แต่การขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้
รายงานยังจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการได้รับอานิสงส์ของวัฏจักรอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แม้ว่าจะยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
IMF ระบุเพิ่มเติมว่า การระบายน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทานได้ในระยะสั้น แต่ปริมาณน้ำมันสำรองของโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 ในปี 2569 เนื่องจากผลกระทบของสงครามและการผลิตน้ำมันที่ลดลง ก่อนจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีถัดไป
รายงานระบุว่า ไทยยังเดินหน้าผลักดันแผน National Semiconductor Roadmap ไปจนถึงปี 2593 เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจรและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
IMF ระบุทิ้งท้ายว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม AI โดยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในด้านลบ หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งหรือการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้.
อ้างอิง:




