โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศยุติข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน พร้อมปฏิเสธการเจรจาและใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อผู้นำอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดที่กลับมาปะทุและสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงาน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ว่า ข้อตกลงหยุดยิงหรือบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง พร้อมระบุว่าตนไม่ต้องการเดินหน้าเจรจากับอิหร่านอีกต่อไป และใช้ถ้อยคำรุนแรงเรียกผู้นำอิหร่านว่าเป็น “ขยะ” และ “พวกป่วยทางจิต”
CNN รายงานว่า ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนระหว่างการประชุม โดยกล่าวว่า “ในความเห็นของผม มันจบแล้ว ผมไม่อยากยุ่งกับพวกเขาอีก พวกเขาเป็นขยะ” พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้งในคืนเดียวกัน หลังจากก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารในอิหร่านมากกว่า 80 แห่ง เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ด้าน NPR รายงานว่า ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า อิหร่านกำลังถูกนำโดยผู้นำที่มีสภาพจิตใจไม่ปกติและโหดร้าย พร้อมระบุว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แม้ตนจะเปิดทางให้ทีมเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ สามารถหารือกับฝ่ายอิหร่านต่อได้ หากเห็นว่ายังมีความจำเป็น แต่ทรัมป์มองว่าการเจรจาจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อยุติการสู้รบเป็นการชั่วคราว เปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเริ่มการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน โดยข้อตกลงดังกล่าวยังครอบคลุมการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านวงเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ส่งผลให้สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศหลายระลอก ขณะที่ Bloomberg รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ภายในวันเดียว ส่วนตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลงจากความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์ประเทศสมาชิก NATO ในยุโรป โดยระบุว่า หลายประเทศยังให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ไม่เพียงพอ ทั้งในประเด็นอิหร่านและสงครามในยูเครน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง
การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของภูมิภาค โดยเฉพาะความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าทางทะเลของโลก หากความขัดแย้งยกระดับขึ้นอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลงจากความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
องค์การสหประชาชาติและสหภาพยุโรปยังคงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา เพื่อลดความเสี่ยงของการขยายตัวของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลกในวงกว้าง
อ้างอิง:




