บทเรียนจากคลื่นผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ชาวโมร็อกโกครึ่งแสนว่ายน้ำข้ามแดนไปสเปน หนีวิกฤตไร้งานทำ ข้ามไปเพื่ออนาคต กลับมาด้วยความว่างเปล่า
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ เผชิญคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยชาวโมร็อกโกราว 50,000-60,000 คน หลั่งไหลเข้าสู่เมืองภายในเวลาไม่ถึง 2 วัน ส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มที่ว่ายน้ำอ้อมเขื่อนกันคลื่นหรือปีนรั้วชายแดนด้วยความหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในยุโรป แต่ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางกลับโมร็อกโกด้วยความหิวโหยและความผิดหวัง
รายงานของสื่อต่างประเทศระบุว่า เช้าวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ชาวโมร็อกโกจำนวนมากได้รับข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ชายแดนระหว่างโมร็อกโกกับเซวตาเปิดกว้าง ทำให้ผู้คนนับหมื่นมุ่งหน้าไปยังชายแดน โดยหลายคนอ้างว่าเห็นเจ้าหน้าที่โมร็อกโกส่งสัญญาณให้เดินทางเข้าสเปน ภายในวันเดียวและเช้าวันรุ่งขึ้น มีผู้เดินทางเข้าสู่เซวตาราว 50,000 คน ตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยสเปน ขณะที่ประธานาธิบดีเซวตาประเมินว่าตัวเลขอาจสูงถึง 60,000 คน ทั้งที่เมืองแห่งนี้มีประชากรเพียงประมาณ 84,000 คน
เปโดร ซันเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของสเปน พร้อมกล่าวโทษเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประเมินว่าจำนวนผู้เข้าเมืองคิดเป็นเกือบร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมดในเมือง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 คน ระหว่างการข้ามแดน ขณะที่บางรายงานระบุตัวเลขอยู่ระหว่าง 67-72 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการจมน้ำหรือถูกเหยียบย่ำ
ผู้ที่ข้ามแดนหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่า เจ้าหน้าที่โมร็อกโกไม่ได้สกัดกั้นการเดินทางอย่างเข้มงวดเหมือนที่ผ่านมา และบางคนยังอ้างว่าได้รับคำแนะนำให้มุ่งหน้าไปยังเซวตา ขณะที่นักวิจัยด้านการอพยพจากมหาวิทยาลัยปอมเปว ฟาบรา ในเมืองบาร์เซโลนา ระบุว่า การที่มีผู้คนเกือบ 50,000 คน สามารถข้ามชายแดนได้ภายในวันเดียว เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้หากปราศจากการมีบทบาทหรือการยินยอมจากทางการโมร็อกโก ตามรายงานของ The New York Times
ก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งสัปดาห์ มีผู้พยายามข้ามเข้าเซวตาประมาณ 1,800 คน แต่ในวันที่ 30 กรกฎาคม จำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในบางช่วงมีผู้เดินทางเข้าสู่เมืองในอัตราประมาณ 200 คนต่อนาที ผู้เดินทางส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มชาวโมร็อกโก แต่ยังมีผู้หญิง เด็ก และชาวต่างชาติจากประเทศอื่นรวมอยู่ด้วย
The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ว่า ผู้ข้ามแดนรายหนึ่งซึ่งเคยทำงานในเมืองบิลเบาของสเปน ก่อนถูกส่งกลับโมร็อกโกหลังใบอนุญาตพำนักหมดอายุในปี 2562 ตัดสินใจเสี่ยงข้ามแดนอีกครั้ง เพราะหวังว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตในยุโรป โดยเล่าว่าระหว่างการเดินทาง ผู้คนต่างช่วยกันดึงผู้ที่กำลังจะจมน้ำขึ้นจากทะเล แต่ท้ายที่สุดก็ถูกผลักดันกลับโมร็อกโกเช่นเดียวกับผู้อพยพอีกจำนวนมาก
กระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยว่า ภายในเย็นวันที่ 31 กรกฎาคม มีผู้เดินทางกลับโมร็อกโกแล้วประมาณ 48,300 คน โดยทยอยเดินข้ามชายหาดแคบๆ ระหว่างแนวรั้วชายแดนทั้งสองฝั่ง ภายใต้การควบคุมของทหารสเปนที่คอยตะโกนสั่งให้ผู้คนออกจากเซวตา ขณะที่ชายหาดถูกทิ้งไว้ด้วยเสื้อผ้า รองเท้า และถุงพลาสติกจำนวนมาก
รัฐบาลสเปนส่งกำลังทหารและเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมเข้าไปควบคุมสถานการณ์ในเซวตา ขณะที่อิตาลีระงับการใช้ข้อตกลงเชงเก้นกับสเปนเป็นการชั่วคราว ส่วนฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในยุโรปเพิ่มมาตรการตรวจเข้มบริเวณชายแดน เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังศาลสูงสุดของสเปนมีคำพิพากษาเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า ผู้ที่ถูกสกัดกั้นกลางทะเลขณะพยายามเข้าสู่เซวตาหรือเมลียา ไม่สามารถถูกผลักดันกลับโมร็อกโกได้ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการทางปกครอง
สำนักข่าว Reuters ซึ่งได้รับการอ้างอิงโดยสำนักข่าวหลายแห่ง รายงานว่า ข่าวลือเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลสูงสุดสเปนแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เยาวชนชาวโมร็อกโกจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาว่างงาน เชื่อว่าการเดินทางเข้าสู่ยุโรปในครั้งนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น ข้อมูลทางการของโมร็อกโกระบุว่า เยาวชนอายุ 15-24 ปี ราวหนึ่งในสี่ ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการขาดโอกาสของคนรุ่นใหม่ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลังผู้เดินทางส่วนใหญ่กลับโมร็อกโกแล้ว ยังมีกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา หลบอยู่บริเวณชายหาดใกล้ชายแดน นอนบนแผ่นกระดาษแข็งและแบ่งอาหารกันเพียงเล็กน้อย ขณะที่เจ้าหน้าที่สเปนยังคงผลักดันผู้ที่เหลือให้เดินทางกลับ
รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า ทางการสเปนติดตั้งแนวป้องกันเพิ่มเติมบริเวณเขื่อนกันคลื่น และภายในวันที่ 1 สิงหาคม สถานการณ์ในเซวตาเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กระทรวงมหาดไทยสเปนยืนยันว่าการควบคุมสถานการณ์เกือบเสร็จสิ้นแล้ว ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลโมร็อกโก
ผู้ที่เดินทางกลับหลายคนเล่าถึงความหิวโหย ความเหนื่อยล้า และการถูกปฏิเสธจากชาวเมือง บางคนกล่าวว่าเซวตาไม่ใช่ประตูสู่ยุโรปอย่างที่คาดหวัง แต่กลับเป็นเมืองที่ไม่มีงาน ไม่มีที่พัก และร้านค้าหลายแห่งปิดทำการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่าจะไม่จัดหาอาหารหรือที่พักให้กับผู้ที่ยังคงอยู่ในเมือง
เหตุการณ์ครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าวิกฤตผู้อพยพในปี 2564 อย่างชัดเจน ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เดินทางเข้าสู่เซวตาราว 6,000-12,000 คน ภายในเวลา 2 วัน หลังโมร็อกโกผ่อนคลายการควบคุมชายแดนในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางการทูตกับสเปน
รายงานจากหลายสำนักข่าวระบุสอดคล้องกันว่า ผู้ที่ข้ามแดนจำนวนมากออกจากบ้านด้วยความหวังว่าจะได้งานและมีชีวิตที่ดีกว่าในยุโรป แต่เมื่อเดินทางถึงเซวตา กลับพบว่าไม่สามารถเดินทางต่อเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของสเปนได้ และสุดท้ายต้องเดินทางกลับโมร็อกโกแทบทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 2 วัน
เซวตาเป็นดินแดนของสเปนที่มีพื้นที่ประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของโมร็อกโก มีประชากรราว 83,000-84,000 คน และเป็นจุดที่มีความพยายามลักลอบข้ามแดนเข้าสู่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยผู้เดินทางจำนวนมากเลือกว่ายน้ำเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรอ้อมแนวป้องกันจากฝั่งโมร็อกโก
เหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม 2569 นับเป็นการอพยพเข้าสู่เซวตาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในรอบกว่าทศวรรษ และเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือบนสื่อสังคมออนไลน์ ควบคู่กับปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานของเยาวชนในโมร็อกโก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาโอกาสในยุโรป
อ้างอิง:
The New York Times: How 50,000 Migrants Surged Into Ceuta, a Spanish Exclave Near Morocco
BBC News: Spain's PM blames traffickers after 60,000 migrants reach Ceuta from Morocco
Financial Times: Madrid deploys army as thousands of Moroccans swim to Spanish enclave
The Guardian: Chaos of border crossing gives way to limbo for Moroccans on Ceuta’s streets




