รายงานทำเนียบขาวระบุไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ของประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายส่งผ่านสินค้าจีนเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ ร่วมกับเวียดนาม-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย มูลค่าการส่งผ่านสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีทั่วโลกถูกประเมินสูงสุดถึง 3.03 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
รายงาน The Great Transshipment Scam ของสำนักงานนโยบายการค้าและการผลิตแห่งทำเนียบขาว สหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ระบุว่า จีนใช้เครือข่ายการส่งผ่านสินค้าผ่านประเทศที่สามมากกว่า 40 ประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดย ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ซึ่งเป็น กลุ่มประเทศที่รายงานระบุว่ามีปริมาณการส่งผ่านสินค้าสำคัญ และมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับจีนในระดับสูง
ปีเตอร์ นาวาร์โร หัวหน้าสำนักงานนโยบายการค้าและการผลิตแห่งทำเนียบขาว ระบุว่า การส่งผ่านสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 กับสินค้าจีนในปี 2561 โดยสินค้าจากจีนถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ก่อนเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อประเทศอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า นาวาร์โรกล่าวว่ารูปแบบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ที่จีน แต่รวมถึงประเทศที่ทำหน้าที่เป็นจุดส่งผ่านหรือฐานรองรับการส่งออกสินค้าจีนด้วย
รายงานระบุว่ารูปแบบที่ใช้มีตั้งแต่การเปลี่ยนฉลาก การบรรจุหีบห่อใหม่ การออกใบแจ้งหนี้ใหม่ การประกอบหรือแปรรูปสินค้าเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการระบุถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ถูกต้อง เพื่อให้สินค้าจากจีนสามารถเข้าสู่สหรัฐฯ ในฐานะสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอื่น โดยรายงานแยกกรณีการย้ายฐานการผลิตที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายออกจากการส่งผ่านสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และระบุว่าการเพิ่มขึ้นของการส่งผ่านหลังปี 2561 เป็นเหตุให้ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
ตามรายงาน ปริมาณสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอยู่ในช่วงประมาณ 40,000 ล้านถึง 303,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.32 ล้านล้านถึง 10 ล้านล้านบาท) ขณะที่ค่าประมาณการกลางอยู่ที่ราว 60,000 ล้านถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.98 ล้านล้านถึง 2.48 ล้านล้านบาท) ส่วนรายได้ภาษีที่สหรัฐฯ อาจสูญเสียอยู่ที่ประมาณ 19,000 ล้านถึง 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 627,000 ล้านบาทถึง 858,000 ล้านบาท) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการจากแบบจำลอง ไม่ใช่ข้อมูลการส่งผ่านสินค้าที่ตรวจพบโดยตรง
รายงานจัดประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม โดย Tier 1 ประกอบด้วยแคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไต้หวัน ส่วน Tier 2 ประกอบด้วยบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ตุรกี และเวียดนาม ซึ่งรายงานอธิบายว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีปริมาณการส่งผ่านสินค้าจำนวนมากและมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีน รวมถึงระบบการผลิตและเส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย รายงานจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายการผลิตที่เกี่ยวข้องกับจีน และเป็นฐานสำหรับสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร พลาสติก รองเท้า เสื้อผ้า ชิ้นส่วน และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นที่มีส่วนประกอบจากจีน ขณะที่บราซิลและตุรกีถูกระบุว่าเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคในสินค้าบางประเภท
ส่วน Tier 3 เป็นกลุ่มประเทศจำนวนมากที่รายงานระบุว่ามีจุดอ่อนเฉพาะด้าน เช่น ต้นทุนแรงงานต่ำ เขตปลอดอากร ท่าเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หรือข้อจำกัดด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยตัวอย่างประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงประเทศอื่นในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียกลาง
รายงานอธิบายว่าเครือข่ายการส่งผ่านสินค้าประกอบด้วยฐานแปรรูปขั้นสุดท้าย ศูนย์โลจิสติกส์ เส้นทางการผลิต เขตปลอดอากร และศูนย์ส่งออกซ้ำ ทำให้สินค้าสามารถผ่านกระบวนการบางส่วนและถูกระบุถิ่นกำเนิดใหม่ก่อนส่งเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการส่งผ่านสินค้าหรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่สามไม่ได้ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายในทุกกรณี แต่การส่งผ่านที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและการแจ้งถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ถูกต้องเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการเพิ่มการตรวจสอบ
ในกรณีประมาณการกลางที่มูลค่าการส่งผ่านสินค้าผิดกฎหมายอยู่ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รายงานประเมินว่าอาจทำให้การจ้างงานในสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 450,000 ตำแหน่ง และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลดลงประมาณ 113,000 ล้านถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.73 ล้านล้านถึง 4.95 ล้านล้านบาท) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากแบบจำลองทางเศรษฐกิจของรายงาน ไม่ใช่ตัวเลขที่ตรวจวัดได้โดยตรง
รายงานยังรวบรวมการประมาณการจากแหล่งต่างๆ โดย White House Council of Economic Advisers ประเมินมูลค่าการส่งผ่านสินค้าไว้ที่ประมาณ 34,200 ล้านถึง 89,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Goldman Sachs ประเมินไว้ที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแหล่งข้อมูลอื่นประเมินสูงสุดถึง 303,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ รายงานระบุว่าตัวเลขจากแต่ละแหล่งมีวิธีการคำนวณและขอบเขตการศึกษาแตกต่างกัน
ด้านมาตรการรับมือ รายงานระบุว่าสหรัฐฯ กำลังเพิ่มข้อกำหนดต่อต้านการส่งผ่านสินค้าในข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆ รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานศุลกากรและการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ชื่อ นักสืบชายแดน เพื่อช่วยตรวจสอบรูปแบบการค้า เส้นทางขนส่ง และข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า โดยปีเตอร์ นาวาร์โร ระบุว่า U.S. Customs and Border Protection กำลังนำระบบดังกล่าวมาใช้เพื่อช่วยตรวจสอบว่าสินค้าถูกระบุถิ่นกำเนิดอย่างถูกต้องหรือไม่
เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเพิ่มมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศที่ทำการส่งผ่านสินค้าได้รับประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อใช้พิจารณาว่าสินค้าถูกผลิตขึ้นในประเทศใดและควรใช้อัตราภาษีใด
รายงานระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบสุทธิของมาตรการภาษีและการปราบปรามการส่งผ่านสินค้าในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อมูลด้านการค้าและศุลกากรมีระยะเวลาล่าช้า และมาตรการบางส่วนยังอยู่ระหว่างการบังคับใช้ แต่รายงานระบุว่าการส่งผ่านสินค้าเพิ่มขึ้นหลังสหรัฐฯ เริ่มขึ้นภาษีสินค้าจีนในปี 2561 และความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างประเทศยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนเส้นทางการค้า
อ้างอิง:




