World Bank ชี้รถติด-ร้อนจัด-น้ำท่วม สร้าง ‘ภาษีแฝง’ ฉุดเศรษฐกิจไทย กระจุกตัวในกรุงเทพฯ เปิดแบบจำลองลงทุนเมืองรองเพิ่มผลผลิตต่อหัวสูงสุด 12.4% ภายในปี 2593 แต่ต้องใช้งบเพียงพอและเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง
รายงานฉบับใหม่ของ World Bank เผยการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครกำลังสร้าง “ภาษีแฝง” มหาศาลที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย พร้อมเปิดแบบจำลองการลงทุนถึงปี 2593 ชี้การกระจายงบสู่เมืองรองเป็นทางออกระยะยาว แต่ต้องลงทุนให้เพียงพอและอาศัยความต่อเนื่องทางการเมืองกว่าจะเห็นผล
World Bank ระบุในรายงาน “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” ว่า การพึ่งพากรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 50% ของประเทศ หรือประมาณ 7.1 ล้านล้านบาทตามข้อมูลปี 2562 ขณะที่ประชากรในเขตเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งนับตามพื้นที่เมืองต่อเนื่อง มีจำนวนเกือบ 27 เท่าของเชียงใหม่ สูงกว่าอัตราส่วนระหว่างเมืองใหญ่อันดับหนึ่งกับอันดับสองในกลุ่มประเทศรายได้สูงที่อยู่ราว 4-6 เท่า เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่ ผลกระทบจึงขยายไปสู่การผลิต การจ้างงาน และรายได้ทั่วประเทศ
ต้นทุนที่ประชาชนและธุรกิจต้องจ่ายทุกวันคือการจราจรติดขัด ซึ่งรายงานเปรียบเป็น “ภาษีแฝง” ที่ฉุดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยอ้างดัชนีการจราจรของ TomTom ปี 2567 ที่จัดให้กรุงเทพฯ รถติด เป็นอันดับสองในกลุ่มเมืองที่สำรวจซึ่งมีประชากรมากกว่า 8 ล้านคน ผู้เดินทางเสียเวลาเฉลี่ย 96 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสำหรับการเดินทางระยะไกลอาจสูงถึง 30-50% ของค่าแรงขั้นต่ำรายวัน ทำให้ประชาชนมีข้อจำกัดในการใช้ขนส่งสาธารณะและยังต้องพึ่งพารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
ความร้อน เป็นอีกต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยรายงานอ้างการวิเคราะห์ร่วมระหว่าง World Bank และกรุงเทพมหานครว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองที่สูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส อาจลดประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานกลางแจ้งได้ถึง 3.4% กระทบแรงงานมากกว่า 1 ล้านคน คิดเป็นรายได้ที่สูญเสียกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 1% ของเศรษฐกิจกรุงเทพฯ และเพิ่มค่าไฟฟ้าราว 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าราวปี 2593 กรุงเทพฯ อาจมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสเกือบ 300 วันต่อปี ขณะที่มลพิษทางอากาศยิ่งเพิ่มภาระด้านสุขภาพและการทำงาน
สำหรับ น้ำท่วม World Bank ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยเฉลี่ยประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยกรุงเทพฯ รับผลกระทบในสัดส่วนสูงจากการกระจุกตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ ความสูญเสียเกิดจากทั้งการเดินทาง การขนส่ง และการค้าที่หยุดชะงัก แม้ในปีที่ไม่มีมหาอุทกภัย ขณะเดียวกัน เมืองยังตั้งอยู่บนดินเหนียวอ่อน สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1-2 เมตร และเผชิญทั้งแผ่นดินทรุดกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
รายงานยกเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือราว 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ พร้อมอ้างแบบจำลองว่า หากปี 2573 เกิดน้ำท่วมรุนแรงระดับที่มีโอกาสเกิดเฉลี่ยหนึ่งครั้งใน 50 ปี ความเสียหายอาจสูงถึง 10-15% ของเศรษฐกิจประเทศ อีกทั้งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงปี 2578-2587 อาจเพิ่มเป็น 2.5 เท่าของปี 2554 หากการลงทุนป้องกันไม่ทันกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเผชิญข้อจำกัดในการเติบโตระยะยาว
World Bank จึงใช้แบบจำลองเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ครอบคลุม 75 เขตเมือง ช่วงปี 2568-2593 เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกลงทุนระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองรอง 11 แห่ง โดยกำหนดวงเงินเท่ากันประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเขตเมืองในปี 2573 แล้วประเมินว่าการจัดสรรเงินแต่ละรูปแบบจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวได้เท่าใด เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม
ผลจำลองในรายงานพบว่า การจัดสรรเงินให้กรุงเทพฯ 80% และเมืองรอง 20% ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวในปี 2593 สูงกว่ากรณีฐาน 11.6% ส่วนการแบ่งเงินเท่ากันให้ผลเพิ่มขึ้น 10.9% ต่ำที่สุดในสามทางเลือก ขณะที่การจัดสรรให้เมืองรอง 80% และกรุงเทพฯ 20% ให้ผลเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12.4% พร้อมลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมือง โดยรายงานอธิบายว่า การกระจายเงินจนแต่ละพื้นที่ได้รับไม่เพียงพอ อาจไม่สามารถดึงดูดธุรกิจ แรงงาน และบริการให้รวมตัวกันในระดับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้
อย่างไรก็ตาม World Bank ระบุว่า การเน้นลงทุนในกรุงเทพฯ ให้ผลตอบแทนนำหน้าในช่วงปี 2573-2588 เพราะมีฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า ก่อนที่แนวทางเน้นเมืองรองจะแซงในช่วงปี 2588-2593 การพัฒนาเมืองรองจึงต้องอาศัยนโยบายที่ต่อเนื่อง แม้ผลตอบแทนช่วงแรกต่ำกว่า และต้องมีเงินลงทุนมากพอ เพราะหากวงเงินน้อย การเน้นกรุงเทพฯ ยังให้ผลดีกว่า ทั้งนี้ ผลตอบแทนของสองแนวทางในปี 2593 ต่างกัน 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ภายใต้วงเงินที่ใช้เปรียบเทียบ โดยความแตกต่างสำคัญอีกด้านคือการกระจายรายได้และกิจกรรมเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค
รายงานเสนอให้พัฒนาเมืองรองตามความเชี่ยวชาญของแต่ละพื้นที่ แล้วเชื่อมโยงการผลิตและบริการเข้าด้วยกัน เช่น ชลบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีคำขอลงทุนช่วงปี 2561-2565 รวมประมาณ 7.26 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การบินและอวกาศ เทคโนโลยีดิจิทัล และเครื่องมือแพทย์ ขอนแก่นมีฐานบริการสุขภาพและการศึกษา ส่วนนครราชสีมามีประชากรราว 2.6 ล้านคน และผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ประมาณ 5,000 คนต่อปี เป็นกำลังคนรองรับเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรม
ในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวและการค้า รายงานระบุว่า เชียงใหม่มีนักศึกษาระดับอุดมศึกษามากกว่า 1.5 แสนคน และมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือที่มีมูลค่ารวมประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ส่วนหาดใหญ่และสงขลามีฐานการค้ากับมาเลเซีย โดยรายงานระบุมูลค่าการค้าข้ามแดนมากกว่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเศรษฐกิจฮาลาลในพื้นที่เติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปีช่วงปี 2558-2564 มีมูลค่าราว 1.8 แสนล้านบาท ขณะที่ภูเก็ตมีฐานการท่องเที่ยวซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง
แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะกำหนดเป้าหมายพัฒนาเมืองและระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาคไว้แล้ว แต่ World Bank ระบุว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณและอำนาจตัดสินใจของท้องถิ่นยังขัดขวางการลงทุนต่อเนื่อง จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการจัดสรรงบรายโครงการของส่วนกลางเป็นข้อตกลงร่วมพัฒนาระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นระยะ 5-10 ปี กำหนดความรับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน การวางแผน และเงินทุนให้ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจและวางแผนลงทุนระยะยาวได้
World Bank ย้ำว่า การลงทุนเมืองรองต้องเดินหน้าควบคู่กับการแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และความร้อนในกรุงเทพฯ รวมถึงเพิ่มความพร้อมด้านการวางแผนและการบริหารของเมืองทั่วประเทศ โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญ ขณะที่เมืองรองรับบทบาทด้านการผลิต การจ้างงาน และการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยมีแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายพื้นที่และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเมืองหลวงเพียงแห่งเดียว
อ้างอิง: World Bank: Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy




