News Logo
หน้าแรก
ม็อบต้าน IMF เปิดปมเหลื่อมล้ำ-ทุนกินเมือง หมดหนี้ 23 ปี แต่ไทยยังจน

ม็อบต้าน IMF เปิดปมเหลื่อมล้ำ-ทุนกินเมือง หมดหนี้ 23 ปี แต่ไทยยังจน

16 ต.ค. 2569 11:52
ผู้ชม 20 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เครือข่ายภาคประชาชนปักหลักประท้วง IMF-ธนาคารโลก กลางการประชุมเศรษฐกิจโลกที่กรุงเทพฯ เรียกร้องแก้ปัญหาหนี้ ความเหลื่อมล้ำ และสิทธิชุมชน แม้ไทยชำระหนี้ IMF ครบตั้งแต่ปี 2546 แต่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนยังสูงถึง 85.2% ของ GDP ท่ามกลางข้อถกเถียงถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจและโครงการพัฒนา

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 การประชุมประจำปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เผชิญการประท้วงจากเครือข่ายประชาชนที่คัดค้านแนวทางการพัฒนาของสถาบันการเงินระหว่างประเทศทั้งสองแห่ง โดยการชุมนุมเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ท่ามกลางการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบ 30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และเป็นเวลา 23 ปีนับจากไทยชำระหนี้ IMF ครบถ้วน แต่ปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบจากโครงการพัฒนายังคงเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาชน

ผู้ชุมนุมจากเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (People’s Network Against the World Bank and IMF) เคลื่อนขบวนจากย่านคลองเตยไปยังพื้นที่ใกล้ศูนย์ประชุม พร้อมป้ายข้อความและหุ่นหมูสีชมพูขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์เงินดอลลาร์บริเวณดวงตา เพื่อวิจารณ์อำนาจของกลุ่มทุน ระหว่างการชุมนุมเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณสะพานลอย แต่กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ ก่อนที่เครือข่ายผู้จัดกิจกรรมจะประกาศแผนปักหลักค้างคืนต่อเนื่องถึงวันที่ 16 ตุลาคม

แถลงการณ์ของเครือข่ายที่เผยแพร่ผ่านองค์กร Protection International เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ระบุว่า ผู้ชุมนุมประกอบด้วยเกษตรกร แรงงาน คนจนเมือง ผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ และเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่านโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุน การเปิดเสรี และการแข่งขัน ทำให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจและผู้มีอำนาจ ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องแบกรับหนี้สิน สูญเสียที่ดิน และเผชิญผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เครือข่ายเรียกแนวทางดังกล่าวว่า “ลัทธิล่าอาณานิคมทางการเงิน” โดยวิจารณ์บทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายของประเทศกำลังพัฒนา

ข้อเรียกร้อง 7 ประการของเครือข่ายครอบคลุมการคืนอำนาจตัดสินใจเรื่องการพัฒนาให้ประชาชน เปิดเผยเงื่อนไขเงินกู้ ยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบธรรม และยุติการใช้เงินสาธารณะสนับสนุนธุรกิจพลังงานที่ถูกกล่าวหาว่าผูกขาด พร้อมเรียกร้องสวัสดิการถ้วนหน้า การคุ้มครองสิทธิชุมชน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา โดยต้องการให้รัฐบาล สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจเปิดเผยข้อมูลและยอมรับการตรวจสอบอย่างอิสระ รวมถึงให้ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธโครงการที่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยากรในพื้นที่

เครือข่ายยังยกกรณี เขื่อนปากมูล เขื่อนบางลาง โครงการเหมืองแร่โพแทช และพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก เป็นตัวอย่างความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้มีหน่วยงานเจ้าของโครงการและแหล่งเงินทุนแตกต่างกัน การกล่าวถึงในแถลงการณ์จึงไม่ได้ยืนยันว่าทุกโครงการได้รับเงินจาก IMF หรือ World Bank Group โดยตรง

ข้อมูลจาก World Bank Group ระบุว่า การประชุมปี 2569 จัดเวทีนโยบายภาคประชาสังคม (Civil Society Policy Forum) ระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม เพื่อเปิดให้เครือข่ายจากหลายประเทศหารือกับเจ้าหน้าที่ IMF และธนาคารโลก โดยมีหัวข้อเสวนา 33 หัวข้อ ครอบคลุมหนี้สิน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการจัดเวทีไม่ได้ระบุชัดเจนว่าข้อเสนอของภาคประชาชนจะเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างไร ขณะที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ประชาชนมีอำนาจร่วมกำหนดโครงการและนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต มากกว่าการมีพื้นที่แสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว

หากย้อนกลับไปยังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เอกสารของ IMF ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 คณะกรรมการบริหาร IMF อนุมัติวงเงินช่วยเหลือประเทศไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้แผนช่วยเหลือรวม 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก IMF สถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่น และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ มาตรการในระยะแรกครอบคลุมการปรับนโยบายการเงิน การปิดบริษัทเงินทุนที่มีปัญหา 56 แห่ง การลดรายจ่ายภาครัฐบางส่วน และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ก่อนปรับแนวทางในระยะต่อมาเมื่อเศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรงกว่าที่คาดการณ์

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้คนไทยตกอยู่ในความยากจนเพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านคน โดยรายงาน Thailand Economic Monitor ของ World Bank เดือนธันวาคม 2543 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยหดตัว 2% ในปี 2540 และอีก 10% ในปี 2541 ส่งผลให้จำนวนประชาชนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเพิ่มจาก 6.8 ล้านคนในปี 2539 เป็นประมาณ 9.8 ล้านคนในปี 2542 ขณะที่แรงงานรายได้น้อยและครัวเรือนชนบทเผชิญปัญหาการว่างงานและค่าจ้างลดลง ทั้งนี้ วิกฤตดังกล่าวมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ตั้งแต่หนี้ต่างประเทศของภาคเอกชน ปัญหาสถาบันการเงิน การไหลออกของเงินทุน ไปจนถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดำเนินการภายหลัง โดยรายงานฉบับนี้ไม่ได้จำแนกว่าความเสียหายต่อประชาชนเกิดจากแต่ละปัจจัยในสัดส่วนเท่าใด

เอกสารของ IMF ยืนยันว่า ประเทศไทยชำระหนี้ครบก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 โดยเบิกใช้เงินจาก IMF จริงประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นไทยไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขเงินกู้จากวิกฤตปี 2540 อีกต่อไป แต่ IMF ยังมีบทบาทติดตามเศรษฐกิจและเสนอแนะแนวทางนโยบายผ่านการประเมินเศรษฐกิจประเทศสมาชิก ขณะที่รัฐบาลไทยยังเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องภาษี งบประมาณ และมาตรการเศรษฐกิจภายในประเทศ

ผลกระทบจากโครงการเงินกู้ IMF ยังเป็นประเด็นศึกษาในระดับนานาชาติ โดยงานวิจัยในวารสาร Social Science Research ปี 2562 ซึ่งศึกษาข้อมูล 135 ประเทศ พบว่าเงื่อนไขปรับโครงสร้างเศรษฐกิจบางประเภทมีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ขณะที่งานวิจัยในวารสาร Journal of Development Studies ปี 2569 พบว่าโครงการเงินกู้ IMF มีผลเพิ่มสัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ที่ศึกษาโดยเฉลี่ยประมาณ 4.2-5 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเป็นการประเมินจากหลายประเทศและหลายช่วงเวลา ไม่ใช่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปัจจุบันโดยตรง

สำหรับสถานการณ์ไทยในปี 2569 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาส 2 พบว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 85.2% ของ GDP ลดลงจาก 86.0% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเป็นภาระหนี้ระดับสูง ขณะที่รายงานประเมินเศรษฐกิจไทยของ IMF ซึ่งเผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือน การลงทุนที่ชะลอตัว ผลิตภาพแรงงานต่ำ และสังคมสูงวัย เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและปัจจัยภายนอกหลายด้าน ไม่ได้เกิดจากคำแนะนำของ IMF โดยตรงทั้งหมด

รายงาน IMF ฉบับเดียวกันเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยเหลือครัวเรือนเปราะบางอย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และรักษาวินัยการคลังเพื่อให้มีงบประมาณรองรับการพัฒนาระยะยาว ขณะที่ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้ความสำคัญกับสวัสดิการถ้วนหน้าและการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างจึงอยู่ที่แนวทางจัดสรรงบประมาณและการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการ โดยคำแนะนำของ IMF ในปัจจุบันไม่ได้มีผลบังคับให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินการเช่นเดียวกับเงื่อนไขเงินกู้ในอดีต

ส่วนข้อกล่าวหาประเด็นผลกระทบจากโครงการพัฒนา มีกรณีที่ตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับธนาคารโลกได้โดยตรง คือ เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าที่ได้รับเงินกู้จาก World Bank จำนวน 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เอกสารประเมินผลของธนาคารโลกยอมรับว่า การวางแผนรองรับผู้สูญเสียที่ดินในระยะแรกมีข้อบกพร่อง และยังมีปัญหาค่าชดเชยรายได้จากการประมงที่ไม่ได้รับการแก้ไขทั้งหมด แม้รายงานฉบับเดียวกันจะประเมินว่าการดำเนินงานด้านการย้ายถิ่นฐานมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ กรณีดังกล่าวมีทั้งหลักฐานการสนับสนุนเงินทุนและข้อพิพาทเรื่องการเยียวยาที่เกิดขึ้นจริง

ขณะที่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 อาเจย์ บังกา ประธาน World Bank Group ประกาศแผนเพิ่มเงินสนับสนุนด้านแร่สำคัญเป็นประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปีงบประมาณ 2569-2573 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมและการสร้างงานในประเทศที่มีทรัพยากร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ตรวจสอบผลกระทบจากการลงทุนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าโครงการใหม่จะก่อความเสียหายต่อชุมชนในประเทศไทย แต่ข้อเรียกร้องครั้งนี้ทำให้ประเด็นความรับผิดชอบของผู้ให้ทุน รัฐบาล และภาคธุรกิจกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และชำระหนี้ IMF ครบมานานกว่า 23 ปีแล้ว แต่ยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และข้อพิพาทจากโครงการพัฒนาที่ต้องได้รับการแก้ไข

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สื่อฮ่องกงตีข่าว ลาวยึดเจ็ตส่วนตัวขนยาบ้าครึงตัน โยงเส้นทางพาดผ่านไทย
สื่อฮ่องกงตีข่าว ลาวยึดเจ็ตส่วนตัวขนยาบ้าครึงตัน โยงเส้นทางพาดผ่านไทย