ภัยไซเบอร์ลุกลามหลายภูมิภาค พบข้อมูลถูกขโมยและรั่วไหลจากสองคดีใหญ่ในเกาหลีใต้รวมกว่า 8.3 ล้านรายการ กระทบองค์กรกว่า 90 แห่งและสถาบันการเงินอีก 16 แห่ง ขณะที่ญี่ปุ่นพบเหตุข้อมูลรั่ว 119 ครั้ง ส่วนละตินอเมริกาถูกกลุ่มแฮกเกอร์ใช้ AI โจมตีสถาบันการเงินกว่า 400 แห่ง ด้านธนาคารกลางยุโรปเร่งรับมือ ขีดเส้นตายให้ธนาคารยื่นแผนป้องกันภายใน 31 ตุลาคมนี้
รายงานล่าสุดจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ AhnLab เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 เปิดเผยว่า สถาบันการเงินเกาหลีใต้อย่างน้อย 16 แห่งประสบเหตุโจมตีทางไซเบอร์ มีข้อมูลลูกค้ารั่วไหลประมาณ 100,000 รายการ เมื่อนับรวมกับคดีเครือข่ายแฮกเกอร์ที่ตำรวจเกาหลีใต้เพิ่งทลายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งพบข้อมูลถูกขโมยอีกกว่า 8.2 ล้านรายการ ทำให้ 2 คดีนี้มีข้อมูลถูกขโมยและรั่วไหลรวมกันมากกว่า 8.3 ล้านรายการ โดยยังไม่รวมความเสียหายจากเหตุการณ์ในประเทศอื่น
คดีใหญ่ที่สุดเป็นการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ 7 ราย หลังตำรวจกรุงโซลพบว่ากลุ่มดังกล่าวขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและเอกสารภายในกว่า 8.2 ล้านรายการ จากองค์กรอย่างน้อย 90 แห่ง ทั้งโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และบริษัทเอกชน โดยก่อเหตุต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2569
ตำรวจระบุว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยนำเครื่องมือ AI มาใช้เจาะระบบเป้าหมายประมาณ 60 แห่ง และพยายามเรียกค่าไถ่จากองค์กรที่ถูกขโมยข้อมูล โดยมีองค์กรได้รับความเสียหาย 38 แห่ง และถูกเรียกเงินรวม 360 ล้านวอน หรือประมาณ 8 ล้านบาท ขณะที่หัวหน้ากลุ่มเคยทำงานด้านทดสอบการเจาะระบบ ก่อนนำความรู้มาใช้ก่ออาชญากรรม
ส่วนคดีที่เกิดขึ้นกับภาคการเงินเกาหลีใต้ AhnLab ระบุว่า จำนวนสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบเพิ่มจากอย่างน้อย 7 แห่งในช่วงต้นเดือนตุลาคม เป็น 16 แห่งภายในวันที่ 14 ตุลาคม ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมทรัพย์ บริษัทสินเชื่อ ผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยข้อมูลลูกค้าที่รั่วไหลเพิ่มจากประมาณ 68,000 รายการ เป็น 100,000 รายการ
การโจมตีส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับระบบสนับสนุนที่เชื่อมต่อกับบริการทางการเงิน เช่น ระบบตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อ ระบบสนับสนุนการขาย และเว็บไซต์ภายนอก โดยยังไม่พบการเจาะเข้าสู่ระบบหลักที่ใช้ประมวลผลเงินฝากและการโอนเงิน
การสอบสวนพบร่องรอยการใช้ ARTEX เครื่องมือ AI สำหรับทดสอบและค้นหาช่องโหว่ระบบคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นในจีน โดยผู้โจมตีเชื่อมต่อเครื่องมือดังกล่าวกับโมเดล AI หลายตัว ได้แก่ DeepSeek, GLM และ Grok เพื่อช่วยวิเคราะห์ช่องโหว่และวางแผนเจาะระบบโดยอัตโนมัติ แต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสัญชาติของผู้โจมตีได้
ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหลถี่ขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Macnica ที่ AhnLab รวบรวม พบว่า ญี่ปุ่นเปิดเผยเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลผ่านระบบเว็บแล้ว 119 ครั้ง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 สูงกว่าตลอดปี 2568 ที่พบ 84 ครั้ง โดย 81 ครั้งเกิดขึ้นหลังเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยเครื่องมือ ARTEX ในโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โจมตีองค์กรญี่ปุ่นบางแห่ง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุข้อมูลรั่วทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ AI
ด้านละตินอเมริกา บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Straiker เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมว่า กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ CyberCartel ใช้ระบบชื่อ CARLIY0S ซึ่งเชื่อมต่อโมเดล AI อย่าง Claude, Grok และ Kimi เพื่อประสานงานค้นหาช่องโหว่ วางแผน และโจมตีธนาคารกับผู้ให้บริการชำระเงิน มากกว่า 400 แห่ง ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
Straiker ยังตรวจพบฐานข้อมูลที่กลุ่มแฮกเกอร์รวบรวมไว้จำนวน 4,493 รายการ ประกอบด้วยข้อมูลบัญชีการเงิน รหัสผ่าน และข้อมูลสำหรับเข้าถึงระบบ อย่างไรก็ตาม จำนวนสถาบันการเงินกว่า 400 แห่งเป็นจำนวนเป้าหมายที่ถูกโจมตี ไม่ใช่จำนวนองค์กรที่ยืนยันว่าถูกเจาะระบบสำเร็จทั้งหมด
ภัยไซเบอร์ยังสร้างความเสียหายทางการเงินโดยตรงในยุโรป โดย Reuters รายงานว่า Fideuram หน่วยธุรกิจธนาคารเอกชนของ Intesa Sanpaolo ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของอิตาลี ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงและข้อความ WhatsApp แอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูง หลอกให้โอนเงินประมาณ 95 ล้านยูโร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 แม้เจ้าหน้าที่สามารถกู้คืนได้ราว 53 ล้านยูโร แต่ยังมีเงินสูญหายอีกประมาณ 36 ล้านยูโร
ส่วนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญความเสียหายครั้งใหญ่จากเหตุแฮกแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี Bitget เมื่อวันที่ 24 กันยายน ซึ่งทำให้สินทรัพย์ถูกโอนออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 387.5 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โจมตีเข้าถึงระบบจัดการกระเป๋าสินทรัพย์และสร้างข้อมูลธุรกรรมปลอมเพื่อผ่านกระบวนการอนุมัติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้ใช้ AI โดยบริษัทระบุว่ากองทุนคุ้มครองผู้ใช้สามารถรองรับความเสียหายได้ทั้งหมด
ท่ามกลางการโจมตีที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดให้สถาบันการเงินสำคัญในยูโรโซนยื่นแผนปฏิบัติการรับมือภัยไซเบอร์จาก AI ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือที่ส่งถึงผู้บริหารธนาคารตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม โดยกำหนดให้แต่ละแห่งระบุมาตรการป้องกัน ทรัพยากร ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาดำเนินงานอย่างชัดเจน รวมถึงการเร่งแก้ไขช่องโหว่และควบคุมความเสี่ยงจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก
มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการความเสี่ยงเชิงระบบของยุโรป (ESRB) เตือนว่า AI ขั้นสูงสามารถเพิ่มความรวดเร็ว ขนาด และความซับซ้อนของการโจมตีไซเบอร์ โดยเฉพาะความสามารถในการค้นหาช่องโหว่และสร้างเครื่องมือโจมตีที่รวดเร็วกว่ากระบวนการแก้ไขระบบแบบเดิม
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (G7) ตกลงระหว่างการประชุมด้านการเงินที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ให้จัดการซ้อมสถานการณ์จำลองการโจมตีไซเบอร์ด้วย AI เพื่อทดสอบการประสานงานระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจเชิญสถาบันการเงินเอกชนเข้าร่วม ก่อนนำผลการซ้อมไปปรับปรุงแนวทางรับมือวิกฤต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงละตินอเมริกา ครอบคลุมทั้งการเจาะระบบธนาคาร การขโมยข้อมูลจำนวนมหาศาล การใช้ AI หลอกโอนเงิน และการโจมตีแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล แม้แต่ละเหตุการณ์จะไม่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดและบางกรณียังไม่มีหลักฐานการใช้ AI แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้กระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและเตรียมรับมือภัยไซเบอร์ในระดับระหว่างประเทศ
อ้างอิง:




