สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงจัดตั้งโรงงานประกอบขีปนาวุธ AMRAAM ในญี่ปุ่น พร้อมขยายความร่วมมือเพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น SM-3 เสริมความมั่นคงด้านอาวุธและอุตสาหกรรมกลาโหม ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงจัดตั้งโรงงานประกอบและตรวจสอบขั้นสุดท้าย ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-120 AMRAAM ในญี่ปุ่น ภายใต้ โครงการซูเปอร์ชาร์จ (Operation Supercharge) เพื่อกระจายฐานการประกอบอาวุธและเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหายุทโธปกรณ์ให้กองทัพทั้ง 2 ประเทศ นับเป็นความคืบหน้าสำคัญของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกลาโหมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการหารือเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ระหว่าง ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น และ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที โคอิซูมิกล่าวว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศสามารถจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นได้อย่างมั่นคง แต่ยังช่วยเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมกลาโหมของญี่ปุ่นด้วย
Breaking Defense รายงานว่า โรงงานแห่งใหม่จะทำหน้าที่รับชิ้นส่วนที่ผลิตจากสหรัฐฯ มาประกอบเป็นขีปนาวุธสำเร็จรูป ก่อนตรวจสอบและทดสอบขั้นสุดท้ายเพื่อส่งมอบ ไม่ใช่การผลิตขีปนาวุธทั้งหมดตั้งแต่ต้น โดย AMRAAM เป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางที่ใช้ระบบเรดาร์นำวิถี ผลิตโดย Raytheon บริษัทในเครือ RTX สามารถโจมตีเป้าหมายนอกระยะสายตาของนักบิน และเป็นอาวุธสำคัญของเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นใช้งาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ตั้งโรงงาน บริษัทผู้รับผิดชอบ กำลังการผลิต และกำหนดเปิดดำเนินการ
นอกจากข้อตกลงเกี่ยวกับ AMRAAM แล้ว Wall Street Journal รายงานว่า ทั้ง 2 ประเทศยังตกลงแบ่งปันข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นเพื่อ เพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น SM-3 Block IIA ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น สำหรับติดตั้งบนเรือรบเพื่อสกัดขีปนาวุธนำวิถีนอกชั้นบรรยากาศโลก โดย Mitsubishi Heavy Industries ของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในบริษัทที่ร่วมพัฒนาอาวุธดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตหรือกำหนดเวลาดำเนินการที่ชัดเจน
ความร่วมมือด้าน AMRAAM มีการหารือมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดย Mitsubishi Electric เปิดเผยเมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับ Raytheon เพื่อกำหนดขอบเขตการมีส่วนร่วมของญี่ปุ่นในการผลิตขีปนาวุธ ครอบคลุมการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และความเป็นไปได้ในการประกอบและตรวจสอบขั้นสุดท้าย หลังได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นให้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในปี 2567 และ 2568 โดยการดำเนินงานยังต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การคุ้มครองข้อมูลทางทหาร และกฎระเบียบเกี่ยวกับการส่งออกอาวุธ
ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งขยายกำลังผลิตขีปนาวุธเพื่อรองรับความต้องการทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มอบสัญญาแก่ Raytheon ในเดือนกันยายน 2569 มูลค่าสูงสุดกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับการผลิต AMRAAM ภายใต้กรอบสัญญา 5 ปี พร้อมทางเลือกขยายอีก 2 ปี โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตเป็นอย่างน้อย 1,900 ลูกต่อปี ขณะที่สหรัฐฯ เคยอนุมัติการขายขีปนาวุธ AIM-120 ให้ญี่ปุ่นสูงสุด 1,200 ลูก มูลค่าประมาณ 3,640 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมกราคม 2568 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ
ด้านสถานการณ์ความมั่นคง กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่า โคอิซูมิและเฮกเซธได้หารือเกี่ยวกับการขยายตัวของขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค รวมถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธร่วมกัน โดยโคอิซูมิกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกถึงวิกฤตร่วมกันต่อสถานการณ์ในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น และตกลงเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามและตอบโต้ของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ด้วยความรวดเร็วและเข้มข้นมากกว่าเดิม พร้อมขยายความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีกลาโหม รวมถึงการหารือเกี่ยวกับเรือรบ
อ้างอิง:




