ลูกค้า Binance เร่งถอนเงินออกจากแพลตฟอร์ม หลังเกิดเหตุแฮ็กครั้งประวัติศาสตร์ สูญสินทรัพย์ดิจิทัล 6.3 พันล้านดอลลาร์ ยอดเงินไหลออกสุทธิพุ่ง 3.64 พันล้านดอลลาร์ กระทบความเชื่อมั่นผู้ลงทุน แม้บริษัทประกาศรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงในการฝากสินทรัพย์ไว้กับศูนย์ซื้อขายเพียงแห่งเดียว
ลูกค้าของ Binance ศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก แห่ถอนเงินออกจากแพลตฟอร์ม หลังเกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกขโมยไปถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.13 แสนล้านบาท) โดย Reuters รายงานวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ว่า ยอดเงินไหลออกสุทธิพุ่งแตะ 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.23 แสนล้านบาท) หรือประมาณ 2.1% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทดูแล หลัง Binance กลับมาเปิดระบบถอนเงินเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินทรัพย์และความเชื่อมั่นต่อศูนย์ซื้อขายแห่งนี้
รายงานของ Reuters ระบุว่า ปริมาณการถอนเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่ Binance เริ่มเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังระงับธุรกรรมชั่วคราวนับตั้งแต่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม โดยบริษัทมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนทั่วโลกประมาณ 335 ล้านบัญชี และถือครองสินทรัพย์รวมประมาณ 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 28 ตุลาคม การถอนเงินจำนวนมหาศาลครั้งนี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า แม้บริษัทจะประกาศนำเงินทุนของตนเองมารับผิดชอบสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม Binance เปิดเผยว่า หลังปริมาณการถอนเงินพุ่งสูงในช่วงแรก ยอดถอนเริ่มลดลงและกลับเข้าสู่ระดับที่บริษัทประเมินว่าเป็นปกติ ขณะที่ยังมีเงินฝากไหลเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ส่วนแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัล DefiLlama ประเมินยอดเงินไหลออกสูงถึง 5.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ Binance โต้แย้งว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้รวมธุรกรรมโอนสินทรัพย์ระหว่างกระเป๋าของบริษัทเอง จึงไม่ตรงกับยอดเงินไหลออกสุทธิที่บริษัทตรวจสอบได้
กระแสถอนเงินเกิดขึ้นหลังแฮ็กเกอร์โจมตีระบบกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของ Binance เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐออกจากแพลตฟอร์มผ่านเครือข่ายบล็อกเชนหลายแห่ง โดยบริษัทวิเคราะห์ธุรกรรม TRM Labs และ Chainalysis ระบุว่า การขโมยสินทรัพย์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 20 นาที นับเป็นเหตุขโมยคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา แซงหน้าเหตุโจมตีศูนย์ซื้อขาย Bybit ในปี 2568 ซึ่งสูญเสียสินทรัพย์ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้าน Binance พยายามเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้า โดยประกาศว่า บริษัทสามารถจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยส่วนที่ถูกขโมยได้แล้วประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 95% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ด้วยการใช้เงินทุนของบริษัทซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลทดแทน ส่วนที่เหลืออีก 5% เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำและอาจต้องใช้เวลาในการจัดหาเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าจะรับผิดชอบภาระทางการเงินทั้งหมดและไม่ผลักความเสียหายให้ลูกค้า
แม้ Binance จะประกาศมาตรการชดเชยความเสียหาย แต่ Reuters รายงานว่าผู้ใช้งานบางส่วนเริ่มพิจารณาวิธีลดความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ โดย อารี เรดบอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของ TRM Labs ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย เนื่องจากการโจมตีศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีสามารถทำให้สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลถูกโอนออกไปอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากการโจมตีสถาบันการเงินทั่วไปที่อาจมุ่งขโมยข้อมูลบัญชีหรือรหัสผ่าน
ผลกระทบจากเหตุแฮ็กยังขยายไปถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดย Reuters รายงานว่า ราคาบิตคอยน์ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ก่อนฟื้นตัวเหนือ 78,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 2 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาอีเธอร์แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ส่วนมูลค่าตลาดรวมของเหรียญดิจิทัลที่มีมูลค่าผูกกับดอลลาร์สหรัฐรายใหญ่ 2 สกุล ลดลงประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ กองทุนซื้อขายบิตคอยน์ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ยังเผชิญเงินไหลออก 643 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบวันของเดือนดังกล่าว
ขณะเดียวกัน สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ระบุว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ TraderTraitor ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการโจมตี โดยพบความพยายามแปลงสินทรัพย์ที่ขโมยมาเป็นอีเธอร์และเคลื่อนย้ายผ่านเครือข่ายต่างๆ เพื่อฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกาหลีเหนือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ ขณะที่ Binance ยังทยอยเปิดระบบถอนเงินตามประเภทสินทรัพย์และติดตามกู้คืนเงินที่ถูกขโมยต่อไป
อ้างอิง:




