เวียดนามเผชิญปัญหาเงินทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน หลังวงเงินสนับสนุนครอบคลุมเพียง 11% ของความต้องการลงทุน ขณะที่เงินให้เปล่ามีสัดส่วนแค่ 2% ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องสิทธิชุมชน การคุ้มครองแรงงาน และการพึ่งพาถ่านหิน ก่อนการประชุม COP31
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 องค์กร International Rivers เผยแพร่รายงาน Energy Transition at Whose Expense? Justice, Finance, and Public Participation in Vietnam’s JETP Three Years On เตือนว่าความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมของเวียดนาม หรือ JETP กำลังเผชิญช่องว่างสำคัญระหว่างคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศกับการดำเนินงานจริง แม้รัฐบาลจะเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน แต่เงินทุนยังไม่เพียงพอ ขณะที่มาตรการคุ้มครองแรงงาน ชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนยังมีข้อจำกัด โดยรายงานตั้งข้อกังวลว่าการมุ่งดึงดูดนักลงทุนอาจทำให้เป้าหมายด้านความเป็นธรรมถูกลดความสำคัญลง
ปัญหาสำคัญที่สุดคือช่องว่างเงินทุนมหาศาล รายงานระบุว่าเวียดนามได้รับคำมั่นสนับสนุนเงินทุนเบื้องต้นภายใต้ JETP จำนวน 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่แผนพัฒนาระบบไฟฟ้าระหว่างปี 2569-2573 ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 136,300 ล้านดอลลาร์ ทำให้วงเงิน JETP เทียบเท่าเพียง 11.4% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่การพัฒนาระบบพลังงานในช่วงปี 2574-2593 ยังต้องใช้เงินอีกประมาณ 699,100 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เงินสนับสนุนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแหล่งเงินลงทุนทั้งหมด และคำมั่นไม่ได้หมายความว่าได้รับหรือเบิกจ่ายเงินครบแล้ว
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า เวียดนามมีโครงการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ JETP แล้ว 50 โครงการ ต้องใช้เงินรวมกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ แต่มีเพียง 3 โครงการที่ระดมทุนสำเร็จ คิดเป็นวงเงินประมาณ 722 ล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึง 6.6% ของความต้องการลงทุนในกลุ่มโครงการดังกล่าว นายเหงียน ฮหว่าง ลอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ยอมรับว่าความคืบหน้าการระดมทุนจากต่างประเทศยังไม่ทันต่อการปรับปรุงนโยบายพลังงานของเวียดนาม
โครงการที่ระดมทุนสำเร็จประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับบั๊กอ๊าย ในจังหวัดคั้ญฮหว่า ซึ่งใช้ระบบสูบน้ำขึ้นไปกักเก็บเพื่อผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง วงเงินสนับสนุน 565 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการขยายโรงไฟฟ้าพลังน้ำจิอาน 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการระบบส่งไฟฟ้านครโฮจิมินห์–บิ่ญเซือง 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าเวียดนาม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าของประเทศ เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่าโครงการบั๊กอ๊ายยังต้องดำเนินการตามเงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินกู้จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
โครงสร้างเงินทุนยังสร้างข้อกังวลเรื่องภาระหนี้ โดยรายงาน International Rivers ระบุว่าเงินให้เปล่ามีสัดส่วนเพียงประมาณ 2% ของวงเงินสนับสนุนโดยรวม ขณะที่เงินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนและเงินกู้ในอัตราตลาด รายงานเตือนว่ารูปแบบดังกล่าวอาจทำให้โครงการที่สร้างผลตอบแทนทางการเงินได้รับความสำคัญมากกว่ามาตรการฝึกอาชีพ การคุ้มครองแรงงาน และการช่วยเหลือชุมชน ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้โดยตรง
ความไม่แน่นอนของเงินทุนเพิ่มขึ้นหลัง สหรัฐฯ ถอนตัวจากกรอบความร่วมมือ JETP กับเวียดนาม อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ส่งผลต่อคำมั่นสนับสนุนทางการเงินและความเชื่อมั่นในกลไกความร่วมมือดังกล่าว แม้เวียดนามยังสามารถแสวงหาเงินทุนจากสหภาพยุโรป จีน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ แต่เงื่อนไขสินเชื่อ หลักประกัน และมาตรฐานการลงทุนที่แตกต่างกัน ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ เวียดนามยังเผชิญข้อพิพาทด้านการลงทุนพลังงานหมุนเวียนกำลังผลิตรวมประมาณ 12,000 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการที่เกี่ยวข้องราว 13,000 ล้านดอลลาร์ โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ว่าหอการค้าต่างชาติ 5 แห่งจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ส่งหนังสือถึงรัฐบาลเวียดนาม เตือนว่านักลงทุนอาจดำเนินคดีทางกฎหมาย หลัง EVN ปรับลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยอ้างว่าบางโครงการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้นักลงทุนเสี่ยงขาดสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 The Investor รายงานว่า EVN ยังเดินหน้าให้ผู้ประกอบการเจรจาลดราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับช่วงเวลาที่โครงการยังไม่ได้รับอนุมัติการตรวจรับงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องเงื่อนไขสัญญาและการชำระเงินที่ยังต้องหาข้อยุติ
ด้านนโยบายพลังงาน รัฐบาลเวียดนามอนุมัติการปรับปรุงแผนพัฒนาไฟฟ้าแห่งชาติฉบับที่ 8 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็นประมาณ 6,000-17,032 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมขยายระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เป็น 10,000-16,300 เมกะวัตต์ และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่รวมไฟฟ้าพลังน้ำเป็นประมาณ 28-36% ภายในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังต้องรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระบุว่า สัดส่วนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพิ่มจาก 8.4% เป็น 43.9% ในปี 2568 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อาจเพิ่มจาก 288,000 ล้านหน่วยในปี 2568 เป็นประมาณ 500,400-557,800 ล้านหน่วยภายในปี 2573 ทำให้รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาแหล่งผลิตและโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันต่อความต้องการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อีกปัญหาสำคัญคือเวียดนามยังพึ่งพาถ่านหินในระดับสูง ข้อมูลศุลกากรเวียดนามที่เผยแพร่ผ่าน Argus ระบุว่าในปี 2568 เวียดนามนำเข้าถ่านหินสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 65.43 ล้านตัน เพิ่มจาก 63.82 ล้านตันในปี 2567 ขณะที่แผนดำเนินงาน JETP กำหนดเพดานกำลังผลิตไฟฟ้าถ่านหินไว้ที่ 30,200-31,055 เมกะวัตต์ในปี 2573 โดย International Rivers เห็นว่าเวียดนามยังขาดแผนปิดโรงไฟฟ้ารายแห่งที่มีรายละเอียดด้านเวลา เงินทุน และมาตรการรองรับแรงงานอย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกัน การลงทุนในก๊าซธรรมชาติเหลว โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ และพลังงานนิวเคลียร์ยังเป็นประเด็นถกเถียง โดย International Rivers กังวลว่าการขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซอาจยืดระยะเวลาการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่มีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและชุมชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งพลังงานเพื่อรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าและรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ในมิติด้านแรงงาน รายงานระบุว่า เวียดนามยังขาดกลไกสนับสนุนทางการเงินที่ชัดเจนสำหรับคนงานและชุมชนที่พึ่งพาอุตสาหกรรมถ่านหิน ทั้งการฝึกอาชีพใหม่ การคุ้มครองรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจทดแทนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปิดโรงไฟฟ้า แม้รัฐบาลจะกำหนดแนวทางรองรับแรงงานและกลุ่มเปราะบางไว้แล้ว แต่รายงานเห็นว่ายังจำเป็นต้องมีงบประมาณเฉพาะและระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้
ประเด็นสิทธิมนุษยชนยังเป็นข้อกังวลสำคัญ รายงานระบุว่า นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ถูกจำคุกในเวียดนามจำนวน 6 คนได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดแล้ว รวมถึงนายดัง ดิ่ญ บั๊ก นักกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 หลังรับโทษครบห้าปี แต่หลายองค์กรที่บุคคลเหล่านี้เคยบริหารยังถูกปิดหรือปรับโครงสร้าง ขณะที่ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการแสดงความคิดเห็นยังเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปราบปรามนักสิ่งแวดล้อม โดยในหนังสือตอบกลับผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินคดีนายดัง ดิ่ญ บั๊ก ไม่ได้เกิดจากการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมระบุว่า JETP มีมาตรการคุ้มครองแรงงานและกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว ขณะที่ International Rivers ยังคงเรียกร้องให้สถาบันการเงินตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
สำหรับ JETP เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับกลุ่มประเทศผู้สนับสนุนเงินทุนเพื่อเร่งลดการพึ่งพาถ่านหิน โดยเวียดนามเข้าร่วมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ปัจจุบันรัฐบาลกำลังจัดทำเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ หรือ NDC 3.0 เพื่อเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับแผนดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ก่อนการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี
รายงาน International Rivers จึงเสนอให้การสนับสนุนเงินทุนด้านพลังงานสะอาดผูกกับผลลัพธ์ด้านแรงงาน ชุมชน สิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความคืบหน้าของเวียดนามที่มีโครงการเข้าเกณฑ์ JETP แล้ว 50 โครงการ แต่ระดมทุนสำเร็จเพียง 3 โครงการ และวงเงินสนับสนุนเบื้องต้นยังเทียบเท่าเพียง 11% ของความต้องการลงทุนในระบบไฟฟ้าถึงปี 2573 ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและพันธมิตรระหว่างประเทศในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดขึ้นได้จริง
อ้างอิง:




