อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ตั้งกรอบกลาโหม 'MDCP' ยกระดับความร่วมมือ แต่ดีลเปิดน่านฟ้ายังไม่ชัด เจอแรงต้านในประเทศ หวั่นถูกดึงร่วมเกมภูมิรัฐศาสตร์
อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา ประกาศยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งสำคัญ ด้วยการจัดตั้ง “Major Defense Cooperation Partnership” (MDCP) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน โดยถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศในรอบหลายทศวรรษ
แถลงการณ์ร่วมของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระหว่าง พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และ พล.อ.ชาฟรี ซยัมซุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ซึ่งเห็นพ้องจัดตั้ง MDCP ในฐานะกรอบนำทางเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านกลาโหม โดยยึดหลักเคารพซึ่งกันและกันและอธิปไตยของแต่ละประเทศ
ภายใต้ MDCP ความร่วมมือจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพและความทันสมัยทางทหาร การฝึกอบรมและการศึกษาทางทหารระดับมืออาชีพ และการฝึกร่วมรวมถึงความร่วมมือด้านปฏิบัติการ โดยทั้งสองฝ่ายยังมีแผนสำรวจโครงการเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูงร่วมกัน ครอบคลุมทั้งมิติทางทะเล ใต้น้ำ และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงเพื่อเพิ่มความพร้อมรบ
นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มการฝึกร่วมระหว่างหน่วยรบพิเศษ และเปิดโอกาสให้บุคลากรทางทหารของอินโดนีเซียเข้าศึกษาในสถาบันทหารชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับกำลังพล
พีท เฮกเซธระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งและศักยภาพของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง พร้อมย้ำแนวทางสันติภาพผ่านพลัง ขณะที่ชาฟรี ซยัมซุดดินระบุว่า ทั้งสองประเทศกำลังพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันและคนรุ่นต่อไป
อย่างไรก็ตาม การประกาศ MDCP เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอเปิดน่านฟ้าอินโดนีเซียให้เครื่องบินทหารสหรัฐฯ ใช้งานในลักษณะ “Blanket Access” หรือสามารถบินผ่านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายครั้ง
รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 อ้างกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างหารือจดหมายแสดงความตั้งใจในประเด็นดังกล่าว โดยยังอยู่ในขั้นร่างเบื้องต้น
ริโก ริคาร์โด ซีเรต โฆษกกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อตกลงที่เสร็จสิ้น ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และยังไม่สามารถใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลได้ เนื่องจากยังต้องผ่านการพิจารณาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียได้ส่งหนังสือด่วนและเป็นความลับถึงกระทรวงกลาโหมก่อนการประชุมในกรุงวอชิงตันเพียงไม่กี่วัน เพื่อเตือนให้ชะลอการตกลงใดๆ เกี่ยวกับการเปิดน่านฟ้า
หนังสือดังกล่าวระบุถึงความเสี่ยงสำคัญว่า อาจทำให้อินโดนีเซียถูกมองว่า เลือกข้าง และถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ รวมถึงอาจเปิดช่องให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่และน่านน้ำของอินโดนีเซียในการเฝ้าระวังและลาดตระเวน ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์กับจีนและประเทศอื่นในภูมิภาค
รัฐบาลอินโดนีเซียย้ำจุดยืนมาโดยตลอดว่า อธิปไตยเหนือน่านฟ้ายังคงเป็นของอินโดนีเซียอย่างสมบูรณ์ และทุกความร่วมมือจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศ รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายการต่างประเทศแบบเสรีและเป็นอิสระที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน
ด้านประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีกลาโหม เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อยกระดับศักยภาพกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่ยังคงย้ำชัดว่าจะไม่อนุญาตให้มีฐานทัพต่างชาติในประเทศ และไม่เข้าร่วมความขัดแย้งทางทหารใดๆ
ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐฯ มีมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ แต่การยกระดับเป็น MDCP ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายย้ำในแถลงการณ์ร่วมว่า ความร่วมมือภายใต้ MDCP มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค โดยตั้งอยู่บนหลักการเคารพอธิปไตยและผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การจัดตั้งพันธมิตรทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ
อ้างอิง:




