News Logo
หน้าแรก
จีนเด็ดหัวเสือ ปราบคอร์รัปชันทำลายสถิติ เปิดล้านคดี ลงโทษเกือบล้านคน

จีนเด็ดหัวเสือ ปราบคอร์รัปชันทำลายสถิติ เปิดล้านคดี ลงโทษเกือบล้านคน

9 พ.ค. 2569 17:55
ผู้ชม 103 คน

ถอดบทเรียนจีนปราบคอร์รัปชันหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ เปิดคดีทะลุ 1 ล้านคดีในปี 2568 ลงโทษเจ้าหน้าที่เกือบ 1 ล้านคน พร้อมเด็ดหัวเสือระดับสูงในกองทัพ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 คนถูกตัดสินประหารชีวิตรอลงอาญาฐานรับสินบน ย้ำอำนาจกฎหมายจีนยุค สี จิ้นผิง ที่ไม่มีใครอยู่เหนือการกวาดล้าง แม้แต่คนในศูนย์กลางอำนาจรัฐและกองทัพก็ไม่รอด

จีนปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ด้วยการเปิดคดีทุจริตมากกว่า 1 ล้านคดีในปี 2568 ลงโทษเจ้าหน้าที่เกือบ 1 ล้านคน และขยายอำนาจกฎหมายไปไกลถึงระดับที่สามารถ “เด็ดหัวเสือ” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐและกองทัพได้ โดยสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือคำพิพากษาประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2 คนอย่าง เว่ย เฟิงเหอ และ หลี่ ช่างฝู ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนว่าการกวาดล้างครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้าราชการระดับล่าง แต่ลุกลามถึงศูนย์กลางอำนาจของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA)

ข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) และคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติ (NSC) ระบุว่า ตลอดปี 2568 จีนเปิดสอบสวนคดีคอร์รัปชันรวม 1,012,000 คดี และมีผู้ถูกลงโทษทางวินัยหรือทางปกครองเกือบ 983,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากกว่า 10% ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เปิดฉากแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันเมื่อปี 2555 โดยตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา มีผู้ถูกลงโทษสะสมแล้วมากกว่า 7.2 ล้านคน

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า สิ่งที่ทำให้แคมเปญในช่วงปี 2568-2569 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือการมุ่งเป้าไปยัง “เสือ” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยเฉพาะในกองทัพและหน่วยงานยุทธศาสตร์ของประเทศ ในปี 2568 เพียงปีเดียว มีเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลและระดับรัฐมนตรีถูกสอบสวนถึง 115 คน และถูกลงโทษแล้ว 69 คน

ขณะที่ในปี 2569 โลกจับตาคำพิพากษาต่ออดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 คนติดต่อกันที่ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยรอลงอาญา 2 ปี ในคดีรับสินบนและทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมถึงการซื้อขายตำแหน่งภายในกองทัพ โดยเฉพาะในกองกำลังขีปนาวุธ หรือ Rocket Force ซึ่งเป็นหน่วยยุทธศาสตร์สำคัญด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของจีน

แม้ตามถ้อยคำทางกฎหมายจะเป็น โทษประหารชีวิตพร้อมรอลงอาญา 2 ปี แต่ในระบบยุติธรรมจีน โทษลักษณะนี้สำหรับคดีคอร์รัปชันร้ายแรงมักถูกเปลี่ยนเป็น จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ลดโทษหรือพักโทษ เมื่อครบกำหนดรอลงอาญา นี่จึงถือเป็นหนึ่งในบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่รัฐจีนใช้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง และเป็นการส่งสัญญาณตรงไปยังกองทัพว่า ไม่มีใครอยู่เหนือวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐ

ความเข้มข้นของการปราบปรามครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่หลายฉบับ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาของจีน ครั้งที่ 12 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 กฎหมายฉบับดังกล่าวเพิ่มโทษต่อการรับและให้สินบนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโครงการระดับชาติ ความมั่นคง หรือสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของประชาชน โทษสูงสุดยังคงเป็น ประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบนมูลค่ามหาศาล ขณะเดียวกันยังเพิ่มโทษต่อ ผู้ให้สินบน ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอย่างเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา

กฎหมายใหม่ยังขยายขอบเขตการเอาผิดไปถึงภาคเอกชนและการให้สินบนเชิงพาณิชย์ โดยกำหนดสถานการณ์ร้ายแรงหลายรูปแบบที่ทำให้โทษหนักขึ้น เช่น การให้สินบนซ้ำซาก การติดสินบนในภาคการศึกษา สาธารณสุข การเงิน หรือโครงการยุทธศาสตร์ของรัฐ ผู้กระทำผิดอาจถูกจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมริบทรัพย์สินและปรับจำนวนมหาศาล

นอกจากกฎหมายอาญา จีนยังปรับปรุง กฎหมายกำกับดูแล หรือ Supervision Law ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2568 เพื่อขยายอำนาจของ NSC ให้ครอบคลุมผู้ปฏิบัติหน้าที่สาธารณะทุกระดับ รวมถึงผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานนี้สามารถใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนไหวชั่วคราวเพื่อการสอบสวน และทำงานร่วมกับ CCDI ของพรรคคอมมิวนิสต์ในระบบที่เรียกว่า “Dual-track” หรือการใช้กลไกวินัยพรรคควบคู่กับกฎหมายอาญาของรัฐ กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจะถูกสอบสวนทางวินัยภายในพรรคก่อน จากนั้นจึงส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐหากพบหลักฐานความผิดทางอาญา

ระบบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของแคมเปญ “ปฏิวัติตนเอง” ที่ สี จิ้นผิง ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งและความจงรักภักดีภายในพรรค โดยเฉพาะในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เช่น กองทัพ ระบบการเงิน รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนมองว่ามีความเสี่ยงต่อการใช้อำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนสูงที่สุด

อีกหนึ่งกฎหมายที่สะท้อนแนวทางเข้มงวดของจีนคือ การแก้ไขกฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หรือ AUCL ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มโทษปรับสูงสุดจาก 3 ล้านหยวนเป็น 5 ล้านหยวน และกำหนดความรับผิดส่วนบุคคลต่อผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนเชิงพาณิชย์ กฎหมายยังมีลักษณะนอกอาณาเขต กล่าวคือ หากการกระทำที่เกิดขึ้นนอกจีนส่งผลกระทบต่อตลาดจีน ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ตัวเลขจากสำนักงานอัยการสูงสุดของจีนยังสะท้อนความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมาย โดยในปี 2568 ศาลทั่วประเทศตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกว่า 36,000 คดี ครอบคลุมผู้ต้องหาประมาณ 40,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ให้สินบนถูกสอบสวนมากกว่า 33,000 คน และถูกส่งฟ้องกว่า 4,300 คน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนไม่ได้มุ่งเล่นงานเฉพาะผู้รับอีกต่อไป แต่หันไปจัดการต้นทางเงินอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าโครงการ “Sky Net” เพื่อติดตามผู้ต้องหาคอร์รัปชันที่หลบหนีไปต่างประเทศ โดยในปี 2568 สามารถนำตัวผู้ต้องหากลับประเทศได้ 963 คน พร้อมผลักดันกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันข้ามพรมแดนเพื่ออุดช่องโหว่การโยกย้ายทรัพย์สินผิดกฎหมายออกนอกประเทศ

แม้ทางการจีนจะชูตัวเลขการจับกุมและลงโทษว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ แต่ในสายตานานาชาติยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสและแรงจูงใจทางการเมืองของแคมเปญดังกล่าว ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (CPI) ปี 2568 ของ Transparency International ให้จีนเพียง 43 คะแนนจาก 100 และอยู่ในอันดับที่ 76 ของโลก ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน สะท้อนว่าหลายฝ่ายยังมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในจีนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบอำนาจรวมศูนย์

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า การล้มเสือระดับรัฐมนตรีกลาโหมสองคนติดต่อกัน ไม่ได้เป็นเพียงการปราบโกง แต่ยังสะท้อนความพยายามของ สี จิ้นผิง ในการควบคุมกองทัพให้รวมศูนย์อยู่ภายใต้ผู้นำพรรคอย่างเบ็ดเสร็จ และลดเครือข่ายอิทธิพลภายในกองทัพที่อาจกลายเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ จีนกำลังใช้กฎหมายและกลไกรัฐอย่างเข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการทำสงครามกับคอร์รัปชัน ตั้งแต่การสอบสวนระดับฐานรากไปจนถึงการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของกองทัพ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 ทางการจีนยังเปิดคดีใหม่แล้วกว่า 245,000 คดี ตอกย้ำว่าสงครามปราบโกงครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด และภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน การปฏิวัติตนเอง เพื่อรักษาอำนาจ ความมั่นคง และความอยู่รอดของพรรคคอมมิวนิสต์ จะยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AI ช่วยแฮกเกอร์หาช่องโหว่ลับ Google สกัดการโจมตีครั้งใหญ่ได้ทัน
AI ช่วยแฮกเกอร์หาช่องโหว่ลับ Google สกัดการโจมตีครั้งใหญ่ได้ทัน