สหรัฐฯ และจีนเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาระดับผู้นำครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้า ความขัดแย้งอิหร่าน วิกฤตไต้หวัน และการแข่งขัน AI ที่กำลังเขย่าเสถียรภาพโลก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธนี้ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วันในวันพฤหัสบดีและศุกร์ ถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือน และเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560
สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า การหารือครั้งนี้จะครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก ตั้งแต่การขยายข้อตกลงแร่ธาตุหายาก (rare earth minerals) การค้าระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงสถานการณ์ในอิหร่าน ไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอาวุธนิวเคลียร์
การพบกันครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งจีนยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ของโลก
ทรัมป์และสี จิ้นผิงเตรียมหารือเรื่องการขยายข้อตกลงแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงดังกล่าวจะได้รับการต่ออายุ แม้ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนในการประกาศอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังคาดว่าจะเปิดตัวกลไกความร่วมมือใหม่ เช่น Board of Trade และ Board of Investment เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
ขณะเดียวกัน จีนเตรียมประกาศซื้อเครื่องบินจาก Boeing รวมถึงสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ เพื่อช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้า และสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในการหารือครั้งนี้ คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยสำนักข่าว Al Jazeera และ Reuters รายงานตรงกันว่า ฝ่ายสหรัฐฯ เตรียมกดดันจีนให้ใช้อิทธิพลต่ออิหร่าน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและรักษาการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
วอชิงตันมองว่า ปักกิ่งมีบทบาทสำคัญในการกดดันกรุงเตหะราน เนื่องจากจีนยังคงซื้อน้ำมันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลอิหร่าน
นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงประเด็นรัสเซีย โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์เคยหารือกับสี จิ้นผิงหลายครั้งเกี่ยวกับรายได้ที่จีนส่งต่อไปยังรัสเซียและอิหร่าน รวมถึงสินค้าบางประเภทที่อาจถูกนำไปใช้ในทางทหารได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้ไต้หวัน โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของวอชิงตันต่อไต้หวันจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้จีนจะเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบเกาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงของจีน และต้องการเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นจากการแข่งขันทางเทคโนโลยี
ส่วนประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า จีนยังไม่พร้อมเข้าสู่การหารือด้านการควบคุมอาวุธในเวลานี้
การพบกันครั้งล่าสุดของผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าชั่วคราว หลังทั้งสองประเทศเปิดสงครามภาษีตอบโต้กันอย่างรุนแรง โดยสหรัฐฯ เคยปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตราสูงถึงสามหลัก ขณะที่จีนขู่จำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากตอบโต้
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าหลายรายการตามที่เคยประกาศไว้ ส่งผลให้ทรัมป์ประกาศว่าจะหาช่องทางทางกฎหมายอื่นในการดำเนินมาตรการภาษีใหม่
นักวิเคราะห์จากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยด้านนโยบายสาธารณะและความมั่นคงระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (Center for Strategic and International Studies: CSIS) มองว่า การประชุมที่ปักกิ่งครั้งนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ในการสร้างเสถียรภาพและความคาดเดาได้ในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน แม้ยังไม่มีใครคาดหวังผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ในทันที
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเพิ่มเติม โดย สี จิ้นผิง มีกำหนดเยือนสหรัฐฯ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนปีนี้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงถูกมองว่าเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยจีนครองสัดส่วนแร่ธาตุหายากส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฮเทคและอุตสาหกรรมทางทหาร ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักและผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก
ผลการหารือครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากนานาประเทศ เนื่องจากอาจส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง
อ้างอิง:
Reuters: Trump and China's Xi set for talks spanning Iran, nuclear, trade and AI
CSIS: Trump-Xi Summit in Beijing: Managing the World’s Most Important Relationship
Al Jazeera: Trump to discuss Iran with Xi Jinping during China visit: Officials
Brookings Institution: Five things to watch as Trump goes to Beijing




