มาเลเซียสอบเข้ม! หลัง กอ.รมน.ภาค 4 ยึดปุ๋ยโครงการรัฐมาเลย์ 520 กก. สงสัยกลุ่มก่อความไม่สงบดินแดนใต้ใช้ทำระเบิด IED เผยขบวนการลักลอบขนปุ๋ยข้ามแดน ราคาแค่ 1.9 หมื่นบาทต่อเมตริกตันที่มาเลย์ แต่พอขนข้ามแดนมาไทย ราคาปุ๋ยพุ่งถึง 4.6 หมื่นบาทต่อเมตริกตัน พบลักลอบแต่ละครั้งใช้เรือขนข้ามแดนไม่ต่ำกว่า 10 เมตริกตัน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักข่าวในประเทศมาเลเซียรายงานข่าวกรณีสืบเนืองจากที่ทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไทยเข้ายึดปุ๋ยซึ่งติดโลโก้ว่าได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลมาเลเซียจำนวน 520 กิโลกรัม เนื่องจากต้องสงสัยว่าปุ๋ยเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นสารทำระเบิดโดยกลุ่มก่อความไม่สงบ เพื่อก่อเหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ปุ๋ยยูเรียจำนวนดังกล่าว ซึ่งมีน้ำหนักรวม 520 กิโลกรัม ถูกยึดในระหว่างปฏิบัติการที่ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ ใกล้ชายแดนมาเลเซีย-ไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสื่อ Utusan Malaysia รายงานว่าปุ๋ยที่ถูกยึดบรรจุอยู่ในกระสอบที่ประทับตราสัญลักษณ์ตราแผ่นดินของมาเลเซีย พร้อมข้อความ "Skim Baja Padi Kerajaan Persekutuan (SBPKP)" ซึ่งหมายถึงโครงการปุ๋ยสำหรับชาวนาของรัฐบาลกลาง และโลโก้ขององค์กรชาวนาแห่งชาติมาเลเซีย (NAFAS) เบื้องต้นเจ้าหน้าไทยที่ได้จับกุมชายวัย 40 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเคยถูกสอบปากคำในคดีความมั่นคงเมื่อปี 2555 ในขณะที่เขากำลังขนปุ๋ยดังกล่าวด้วยรถสามล้อเครื่อง
ดาตุก เซอรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารมาเลเซีย กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดว่าปุ๋ยที่อยู่ภายใต้โครงการอุดหนุนของรัฐบาลนี้หลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานไปอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ดาตุก เซอรี โมฮาหมัดได้ย้ำว่าการมีเครื่องหมายของรัฐบาลบนกระสอบปุ๋ยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้ใดในห่วงโซ่อุปทานของมาเลเซียได้ลักลอบนำปุ๋ยข้ามพรมแดนไป โดยกระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่าโครงการ SBPKP และห่วงโซ่อุปทานดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนดสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าเกณฑ์เท่านั้น
แหล่งข่าวจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ของไทยระบุว่า เจ้าหน้าที่พบปุ๋ยยูเรียจากมาเลเซียจำนวน 26 กระสอบ กระสอบละ 20 กิโลกรัม และเชื่อว่าปุ๋ยดังกล่าวมีเจตนาที่จะนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ซึ่งการยึดปุ๋ยในครั้งนี้อาจช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้
การยึดปุ๋ยในครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากที่ทางการไทยเคยเชื่อมโยงปุ๋ยยูเรียกับการผลิตระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยในเดือนตุลาคม 2568 พล.ท.นรธิป โพยนอก ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้น เคยกล่าวว่าทางการไทยสงสัยว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุระเบิดในภาคใต้ของไทยได้ใช้ยูเรียไนเตรทที่ได้มาจากปุ๋ยยูเรีย โดยผู้ต้องขังรายหนึ่งเคยยอมรับว่าได้รับปุ๋ยยูเรียที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นระเบิดทำเอง
การลักลอบขนปุ๋ยข้ามพรมแดนยังสะท้อนถึงแรงจูงใจทางการเงิน โดย Utusan Malaysia อ้างคำกล่าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่าบุคคลหรือขบวนการสามารถซื้อปุ๋ยในมาเลเซียในราคาส่งประมาณ 2,450 ริงกิต (19,931 บาท)ต่อเมตริกตัน และนำไปบรรจุใหม่เพื่อขายในประเทศไทยในราคาที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ประมาณ 5,700 ริงกิต (46,372 บาท) ต่อเมตริกตัน ซึ่งหมายถึงมีส่วนต่างมากกว่า 3,000 ริงกิต (24,406 บาท) ต่อเมตริกตัน และมีการระบุว่าการค้าระหว่างประเทศนี้ถูกตรวจพบมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดยแต่ละครั้งจะมีการลักลอบขนส่งประมาณ 10 เมตริกตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้รถบรรทุกหรือเส้นทางแม่น้ำ
ขณะเดียวกัน ดาตุก เซอรี ไซฟุดดิน นาสูเตียน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย กล่าวว่ามาเลเซียและไทยจะใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยตำรวจของทั้งสองประเทศจะดำเนินการสอบสวนของตน และจะให้ความร่วมมือผ่านช่องทางที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งรวมถึงคณะทำงานชายแดน (Border Working Group) และความร่วมมือระหว่างตำรวจ (Police-to-Police: P-to-P) เพื่อป้องกันความตึงเครียดหรือความไม่ไว้วางใจระหว่างสองประเทศ การสอบสวนจะต้องระบุให้ได้ว่าปุ๋ยอุดหนุนเหล่านี้หลุดออกจากมาเลเซียได้อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่งข้ามพรมแดน และมีเจตนาที่จะนำไปใช้ในการทำระเบิดจริงหรือไม่




