RFA ชี้ไทยเดินหน้าลงทุนพลังงานเมียนมา ท่ามกลางความขัดแย้ง นักวิเคราะห์เตือน "ไทยเผชิญปัญหาความท้าทาย-ไม่แน่นอน" เหตุเพราะต่างชาติทยอยคว่ำบาตร หวั่นโครงการทวายทำชาวตะนาวศรีเดือดร้อนหนัก เหตุมีการ "ขับไล่ชาวบ้าน" เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้ทหารเมียนมา โกยเงินนับพันล้านดอลลาร์ สวนทางคนท้องถิ่นไร้ผลประโยชน์
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย (RFA) ของสหรัฐอเมริการายงานข่าวภาคภาษาเมียนมาเกี่ยวกับกรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย หารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการพลังงานของเมียนมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองในประเทศไทยรายหนึ่งได้กล่าวกับ RFA ว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความท้าทายและความไม่แน่นอนสำหรับประเทศไทย เนื่องจากความมั่นคงของท่อส่งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่อาจทำให้เกิดความยากลำบากในการชำระเงิน และความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมา
นักวิเคราะห์คนนี้ยังกล่าวอีกว่านอกจากนี้ ยังไม่แน่ใจว่าพลังงานที่ผลิตจากโครงการต่างๆ จะสามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศของเมียนมาได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน นายโกบง เจ้าหน้าที่ข้อมูลของคณะกรรมการประท้วงหยุดงานในขบวนการประชาธิปไตยเขตทวาย ได้กล่าวกับ RFA ว่า โครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในเขตตะนาวศรี (Tanintharyi) กำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย (Dawei deep-sea port project) ทำให้กองทัพเมียนมาดำเนินการเคลียร์พื้นที่ ส่งผลให้คนท้องถิ่นต้องหนีออกจากถิ่นฐาน
นายโกบงยังได้กล่าวเตือนว่า โครงการใดๆ เพิ่มเติมในตะนาวศรีจะนำมาซึ่งปัญหาที่มากขึ้นสำหรับคนในท้องถิ่น เพราะแม้โครงการเหล่านี้จะนำผลประโยชน์หลายพันล้านดอลลาร์มาสู่ระบอบการปกครองของทหาร แต่จะสร้างอันตรายต่อคนในท้องถิ่นมากกว่าผลดี และในสถานการณ์ปกติคนในท้องถิ่นควรได้รับผลประโยชน์ แต่ภายใต้การยึดอำนาจของทหาร พวกเขาจะไม่ได้รับผลประโยชน์เลย
การพบปะระดับสูงและความร่วมมือด้านพลังงาน
สำหรับการประชุมดังกล่าว นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยได้เดินทางไปพร้อมกับตัวแทนจากบริษัทพลังงานของไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT), บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (EGAT) โดยได้มีการพบปะแยกกันกับนายอู โก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา
วาระการหารือและการลงทุนใหม่
ระหว่างการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเพิ่มการผลิตจากโครงการก๊าซธรรมชาติร่วมทุนระหว่างเมียนมา-ไทยที่มีอยู่เดิม การลงทุนเพิ่มเติมในโครงการใหม่โดยบริษัทไทย และการใช้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่เมียนมา ไทย และรัสเซีย จะร่วมมือกันในการดำเนินกิจกรรมการค้าพลังงานโดยมีฐานอยู่ในภูมิภาคทวาย รวมถึงการมีส่วนร่วมของบริษัทไทยในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำสาละวินและแม่น้ำตะนาวศรี
รัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมายังได้เปิดเผยถึงการหารือเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัทไทยในโครงการส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงโครงการส่งผ่านพลังงานข้ามพรมแดน ตลอดจนการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภาคพลังงานระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามีการบรรลุข้อตกลงในการลงทุนในโครงการใหม่หรือไม่ หรือมูลค่าการลงทุนจะอยู่ที่เท่าใด
ความกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน
สถานการณ์การลงทุนของไทยในภาคพลังงานของเมียนมาเกิดขึ้นในขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน 14 กลุ่มได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรบริษัทในยุโรปที่ดำเนินงานในภาคส่วนน้ำมันและก๊าซของเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทต่างชาติในการสนับสนุนระบอบการปกครองของทหารเมียนมา และผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในประเทศ




