แฮกเกอร์โจมตีระบบทำความเย็นของซูเปอร์มาร์เก็ตใน 7 ประเทศยุโรป สั่งปรับอุณหภูมิตู้แช่พุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส อาหารสดและแช่แข็งเสียหายจำนวนมาก หลังเกิดเหตุลักษณะเดียวกันในฝรั่งเศสเมื่อเดือนตุลาคม กระทบร้านค้าราว 700 แห่ง
ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกอาหารในอย่างน้อย 7 ประเทศยุโรปเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ระลอกใหม่ ระหว่างคืนวันที่ 1 ถึงเช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังมีผู้บุกรุกเข้าควบคุมระบบทำความเย็นจากระยะไกล ส่งผลให้อุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งบางแห่งพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส จนอาหารสดและสินค้าแช่แข็งจำนวนมากเสียหาย โดย The Guardian รายงานว่าพบเหตุการณ์ใน เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก สวีเดน ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย และเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งยืนยันว่าระบบถูกโจมตีทางไซเบอร์
รายงานของ Reuters และ The Guardian ระบุว่า ผู้โจมตีอาศัยช่องโหว่ของระบบควบคุมอุณหภูมิที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อเปลี่ยนค่าการทำความเย็นจากระยะไกล บางแห่งถูกสั่งให้หยุดทำความเย็นหรือเปิดระบบละลายน้ำแข็งต่อเนื่อง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในตู้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้ประกอบการต้องนำอาหารออกจากชั้นวางและกำจัดสินค้าที่เสียหายเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ในสวีเดน ร้าน ICA บางแห่งพบอุณหภูมิตู้แช่แข็งถูกปรับขึ้นถึง 50 องศาเซลเซียส โดย เอ็งลา อิงวอลล์ ผู้จัดการฝ่ายขายของร้าน ICA แห่งหนึ่งในกรุงสตอกโฮล์ม เปิดเผยกับ Reuters ว่า การโจมตีเกิดขึ้นประมาณ 02.00 น. แต่พนักงานตรวจพบความผิดปกติหลายชั่วโมงต่อมา พร้อมระบุว่า “ทุกอย่างเสียหายหมดแล้ว” ขณะที่ Coop ยืนยันว่ามีร้านค้าได้รับผลกระทบ 7 สาขา จากทั้งหมดประมาณ 800 สาขา และพบการเปลี่ยนแปลงค่าควบคุมอุณหภูมิโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้านเบลเยียม เครือซูเปอร์มาร์เก็ต Delhaize รายงานปัญหาระบบทำความเย็นในร้านค้าหลายสิบแห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเบลเยียมและบางส่วนในลักเซมเบิร์ก โดยมีรายงานว่าร้านค้าประมาณ 40 สาขาได้รับผลกระทบ ขณะที่ Carrefour ยืนยันว่าพบปัญหาใน 15 สาขา จากกว่า 700 สาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีร้าน Spar และ Intermarché บางแห่ง รวมถึงร้าน IKEA หนึ่งแห่งในเบลเยียมที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย Delhaize ระบุว่าศูนย์กระจายสินค้าและการขนส่งยังดำเนินงานได้ตามปกติ
สำหรับไอร์แลนด์ AP News รายงานว่า SuperValu ได้รับผลกระทบ 13 สาขา หลังระบบทำความเย็นบางรุ่นถูกโจมตีจนต้องนำอาหารสดและสินค้าแช่แข็งออกจากการจำหน่ายชั่วคราว ก่อนที่บริษัทแม่ Musgrave Group จะยืนยันว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วในช่วงบ่ายวันที่ 2 พฤศจิกายน และเริ่มนำสินค้ากลับเข้าสู่ชั้นวาง ส่วนในเอสโตเนีย บริษัท Kitman Coldtech เปิดเผยว่า ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบทำความเย็นและปรับอุณหภูมิขึ้นถึง 50 องศาเซลเซียส แต่เจ้าหน้าที่สามารถแก้ไขได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่มีความเสียหายร้ายแรง ขณะที่ Selver ยืนยันว่ามีร้านค้าได้รับผลกระทบหนึ่งสาขา
ในเนเธอร์แลนด์ มีรายงานว่าระบบทำความเย็นของธุรกิจอย่างน้อย 17 แห่งถูกโจมตี ครอบคลุมร้านขายเนื้อและร้านค้าท้องถิ่น ส่วนในฟินแลนด์ เครือค้าปลีก Kesko รายงานว่าร้านขายของชำขนาดเล็กบางแห่งพบอุณหภูมิของอุปกรณ์ทำความเย็นผิดปกติในช่วงกลางคืน และอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุ โดยยังไม่ยืนยันว่าทุกกรณีเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการโจมตีระบบทำความเย็นครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ซึ่งกระทบซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าราว 700 แห่ง รวมถึงเครือ Intermarché, Carrefour, Coopérative U และ Monoprix โดยผู้โจมตีเข้าควบคุมระบบทำความเย็นจากระยะไกลและปรับอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้บางแห่งเกิดเพลิงไหม้และต้องทิ้งอาหารจำนวนมาก ความเสียหายรวมถูกประเมินเป็นมูลค่าหลายสิบล้านยูโร ขณะที่สำนักงานอัยการกรุงปารีสเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการแล้ว
The Guardian รายงานว่า ระบบที่ถูกโจมตีในฝรั่งเศสส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิจากบริษัท Danfoss ของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ร้านค้าบางแห่งในเหตุการณ์ล่าสุดใช้งานเช่นเดียวกัน โดยระบบควบคุมเหล่านี้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ประกอบการตรวจสอบและปรับอุณหภูมิจากระยะไกล แต่บางระบบเป็นอุปกรณ์รุ่นเก่าหรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงความปลอดภัย Danfoss ระบุว่าได้ตรวจพบช่องโหว่บางส่วนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และแนะนำให้ลูกค้าติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทกำลังร่วมมือกับลูกค้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
คริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “ความพยายามโดยเจตนาที่จะขัดขวางห่วงโซ่อุปทานอาหารและทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” พร้อมแสดงความกังวลต่อการโจมตีที่เกิดขึ้นซ้ำ ขณะที่ทอม เฮเกล นักวิจัยด้านความมั่นคงไซเบอร์จาก SentinelOne ให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า การโจมตีระบบทำความเย็นของธุรกิจค้าปลีกอาจเกี่ยวข้องกับการกรรโชกทรัพย์ แรงจูงใจทางการเมือง หรือปฏิบัติการของกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ แต่การไม่พบข้อเรียกร้องทางการเงินในเหตุการณ์ล่าสุดทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเป้าหมายคือการก่อความเสียหายมากกว่าการเรียกค่าไถ่
จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ยังไม่มีกลุ่มใดออกมายอมรับว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้ง 2 ระลอก และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ในฝรั่งเศสกับการโจมตีล่าสุดมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ โดยหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศที่ได้รับผลกระทบกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ ขณะที่ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขระบบทำความเย็น ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และนำสินค้ากลับเข้าสู่ชั้นวางหลังดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยแล้ว
อ้างอิง:




