News Logo
หน้าแรก
นักเศรษฐศาสตร์ชี้เดโมแครตคุม 2สภา บีบทรัมป์ลดภาษีไทย-ดันน้ำมันร่วง9.7%

นักเศรษฐศาสตร์ชี้เดโมแครตคุม 2สภา บีบทรัมป์ลดภาษีไทย-ดันน้ำมันร่วง9.7%

5 พ.ย. 2569 16:53
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

นักเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา 65% เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนโยบายภาษีและสงครามอิหร่าน เปิดโอกาสไทยลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เหลือ 10% พร้อมประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมันโลกลดลง 9.7% ช่วยบรรเทาเงินเฟ้อไทย

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอำนาจในสภาคองเกรส ทั้งด้านภาษีนำเข้า ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 65% ขณะที่โอกาสที่เดโมแครตจะครองเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร และรีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาอยู่ที่ 35%

ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า รีพับลิกันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 218 คน และสมาชิกวุฒิสภา 53 คน ขณะที่เดโมแครตมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 214 คน และสมาชิกวุฒิสภา 45 คน

สำหรับการคาดการณ์ผลเลือกตั้งที่บทวิเคราะห์รวบรวมไว้ Decision Desk HQ ประเมินว่า เดโมแครตจะได้ 241 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ 52 ที่นั่งในวุฒิสภา ขณะที่ The Economist ประเมินว่า เดโมแครตจะได้ 234 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ส่วน The Wall Street Journal คาดว่าเดโมแครตจะได้ 224 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาจะมีสัดส่วน 50 ต่อ 50 ที่นั่ง

หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา จะเพิ่มอำนาจต่อรองด้านงบประมาณและการออกกฎหมาย โดยเฉพาะการจำกัดอำนาจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการกำหนดภาษีนำเข้า รวมถึงการผลักดันกฎหมายจำกัดการใช้กำลังทางทหาร และการต่อรองงบประมาณสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

ด้านราคาพลังงาน บทวิเคราะห์ประเมินฉากทัศน์ว่า หากการเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาคล่องตัวขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจลดลงจาก 103.60 ดอลลาร์ เหลือ 93.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลง 9.7% ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน

หากต้นทุนที่ลดลงส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยปรับลดลง 3-5% ภายใต้สมมติฐานที่สินค้ากลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนัก 5% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 0.15-0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยปัจจัยอื่นยังเป็นไปตามกรณีฐาน และอาจช่วยให้ไทยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ส่วนผลกระทบด้านการค้า บทวิเคราะห์ระบุว่า สินค้าไทยที่เผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในกรณีแรงงานบังคับ อัตรา 12.5% มีโอกาสได้รับการปรับลดเหลือ 10% หากสภาคองเกรสสามารถผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากได้เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่รีพับลิกันยังควบคุมวุฒิสภา การผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีจะทำได้ยากขึ้น แม้เดโมแครตจะสามารถใช้อำนาจตรวจสอบและต่อรองงบประมาณได้ โดยบทวิเคราะห์ประเมินให้ภาษีนำเข้าในกรณีดังกล่าวคงอยู่ที่ 12.5% ขณะที่ราคาน้ำมันยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจา และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไทยจากกรณีฐาน

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายต่อประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อลดภาษีตามมาตรา 301 จาก 12.5% เหลือ 10% พร้อมขอทบทวนภาษีรายสินค้า และเตรียมหลักฐานด้านถิ่นกำเนิดวัตถุดิบและแรงงานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

นอกจากนี้ ไทยควรติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหากต้นทุนพลังงานปรับสูงขึ้น ตลอดจนรักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ควบคู่กับการกระจายตลาดใหม่ โดยเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศคู่แข่งเป็นรายสินค้า เพื่อรักษาคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

อ้างอิง: บทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เรื่อง ผลเลือกตั้งกลางเทอม 2026 สหรัฐฯ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรุปผลเลือกตั้งกลางเทอม เดโมแครตแลนด์สไลด์ ยึดเรียบ 2 สภา
สรุปผลเลือกตั้งกลางเทอม เดโมแครตแลนด์สไลด์ ยึดเรียบ 2 สภา