ศึกชิงช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่าน–สหรัฐฯ แย่งเก็บค่าผ่านทาง คาดสร้างรายได้มหาศาล 60,000-80,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นหนึ่งในห้าของโลก กำลังถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น ด่านเก็บเงิน ของอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ อาจเข้ามาเก็บค่าผ่านทางเองแทน พร้อมขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน หากไม่เปิดเส้นทางภายในกำหนดเวลา
รายงานจากสำนักข่าว Al Jazeera ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานนี้ว่า “แล้วถ้าเราเป็นฝ่ายเก็บค่าผ่านทางเองล่ะ? ผมยอมทำแบบนั้นดีกว่าปล่อยให้พวกเขาได้ไป ทำไมเราจะทำไม่ได้? เราคือฝ่ายที่ชนะ” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ ควรได้รับประโยชน์จากช่องแคบนี้ แทนที่จะปล่อยให้อิหร่านเป็นฝ่ายจัดเก็บรายได้
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้อนุมัติ แผนบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การเรียกเก็บค่าผ่านทางเป็นสกุลเงินเรียล การห้ามเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการประสานงานกับโอมานเพื่อจัดทำกรอบกฎหมายรองรับ
แม้ร่างกฎหมายยังไม่ผ่านรัฐสภาเต็มรูปแบบ แต่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มบังคับใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบไม่เป็นทางการแล้ว โดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) ที่อาจถูกเรียกเก็บสูงสุดถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ หรือคิดเฉลี่ยราว 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สอดคล้องกับความจุราว 2 ล้านบาร์เรลต่อเที่ยว
รูปแบบการจัดเก็บกำหนดให้เรือต้องติดต่อ ตัวกลาง ที่เชื่อมโยงกับ IRGC เพื่อส่งข้อมูลสำคัญ เช่น ระบบระบุตัวตนอัตโนมัติของเรือ (AIS: Automatic Identification System) ข้อมูลเจ้าของเรือ ธงชาติ และประเภทสินค้า เพื่อตรวจสอบก่อนเข้าสู่การเจรจาค่าธรรมเนียม เมื่อชำระเงินแล้วจึงจะได้รับรหัสผ่านสำหรับผ่านเส้นทาง พร้อมการคุ้มกันจากเรือลาดตระเวน โดยรับชำระเป็นเงินเรียลเป็นหลัก แต่เปิดให้ใช้เงินหยวน สเตเบิลคอยน์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของระบบธนาคารตะวันตก
สอดคล้องกับรายงานของ The New York Times ที่ระบุว่า IRGC ได้เริ่มใช้ระบบตู้เก็บเงินดังกล่าวในทางปฏิบัติแล้ว ขณะที่ The New York Post รายงานเพิ่มเติมว่า มีเรืออย่างน้อย 26 ลำถูกเรียกเก็บค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดดังกล่าวแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่ามาตรการนี้เริ่มถูกนำมาใช้จริง แม้ยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่า หากระบบนี้ถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาจสร้างรายได้สูงถึง 60,000-80,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 10% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบ
ขณะที่ Times of India รายงานคำกล่าวของ ยะห์ยา อัล-เอ เอสก์ฮาก ประธานหอการค้าอิหร่าน-อิรัก ซึ่งระบุว่า อิหร่านมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้ตามกฎหมายทะเล โดยอ้างอิงหลักอธิปไตยเหนือพื้นที่
อิหร่านยังยืนยันผ่านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีว่า ช่องแคบจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบก็ต่อเมื่อได้รับค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามซึ่งอาจถูกหักจากรายได้ค่าผ่านทางในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ได้ตั้งเส้นตายเวลา 20.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเช้าวันพุธตามเวลาไทย โดยระบุว่า หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบอย่างเสรี สหรัฐฯ จะสั่งโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทั่วประเทศ พร้อมเตือนว่า “ทุกอย่างจะถูกทำลาย และจะไม่มีวันฟื้นกลับมาได้อีก”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำรุนแรง แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เปิดช่องแคบเดี๋ยวนี้ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะต้องอยู่ในนรก” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ มีแนวคิดที่จะเข้ามาเก็บค่าผ่านทางเอง หากสถานการณ์บังคับ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มเห็นชัด ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบลดลงมากกว่า 90% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก โดยมีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานนานาชาติ (IEA) และสำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA)
ประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้มากที่สุด โดยจีนมีสัดส่วน 37.7% อินเดีย 14.7% เกาหลีใต้ 12% และญี่ปุ่น 10.9% ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ส่งออกหลักที่ 37.2% รองลงมาคืออิรัก 22.8% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 12.9%
แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเลหรือราว 38.9 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด แต่เป็นทางออกเพียงแห่งเดียวของอ่าวเปอร์เซีย โดยมีอิหร่านและโอมานครอบครองฝั่งตรงข้าม ส่งผลให้ทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเดินเรือมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศจะไม่ได้ห้ามการเก็บค่าบริการด้านความปลอดภัย แต่การจำกัดเรือบางชาติและการบังคับใช้ในลักษณะเลือกปฏิบัติ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการละเมิดหลักเสรีภาพในการเดินเรือที่สหรัฐฯ และพันธมิตรยึดถือมาโดยตลอด
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียดสูง โดยเส้นตายของทรัมป์ใกล้เข้ามาทุกขณะ ขณะที่อิหร่านยังคงยืนกรานจุดยืนเดิม
อ้างอิง:
Al Jazeera: Trump says US could charge for Strait of Hormuz passage amid Iran war
The Hill: Trump suggests US could charge toll for Strait of Hormuz passage
The New York Times: Iran Moves to Formalize Toll Plan in Strait of Hormuz
The New York Post: Iran to charge ships passing Strait of Hormuz
The Hindu: Iran’s Parliament commission approves Hormuz toll plan
Times of India: Iran eyes $80bn windfall with Strait of Hormuz toll plan




