ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 50% ทันทีไร้ข้อยกเว้นต่อประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน เล็งกดดันรัสเซีย-จีน หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่ใช้มาตรการภาษีเชิงรุก โดยเตรียมขึ้นภาษีนำเข้า 50% กับทุกประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน มีผลทันทีและไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านได้อย่างปลอดภัย
ทรัมป์ระบุชัดเจนว่า “ประเทศใดก็ตามที่ส่งอาวุธทางทหารให้อิหร่าน จะถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดในอัตรา 50% ทันที โดยไม่มีข้อยกเว้นหรือผ่อนผันใดๆ”
ด้าน Reuters รายงานว่า การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยทรัมป์เรียกสถานการณ์นี้ว่าหมุดหมายสำคัญของสันติภาพโลก
อย่างไรก็ตาม The Edge Singapore ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์อาจไม่สามารถใช้อำนาจขึ้นภาษีในลักษณะนี้ได้ทันที เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่จำกัดการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายฉุกเฉินด้านภาษี
ข้อมูลจาก Stockholm International Peace Research Institute ระบุว่า ในช่วงปี 2564-2568 อิหร่านนำเข้าอาวุธหลักเพียง 0.2% ของภูมิภาคตะวันออกกลาง และต่ำกว่า 0.05% ของโลก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ส่งออกหลักเพียงรายเดียวตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 100% ของอาวุธหลักที่อิหร่านนำเข้า
แม้จีนจะไม่มีข้อมูลการส่งออกอาวุธหลักโดยตรง แต่มีรายงานว่ามีการส่งชิ้นส่วนและโดรนทางอ้อมผ่านเส้นทางประเทศที่สาม เช่น เติร์กเมนิสถาน และปากีสถาน
ขณะที่ New York Post วิเคราะห์ว่า มาตรการภาษีครั้งนี้ส่งสัญญาณกดดันโดยตรงไปยัง รัสเซีย และจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยถูกห้ามนำเข้าอาวุธภายใต้มติของสหประชาชาติจนถึงปี 2563 ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการผลิตในประเทศและการจัดซื้อแบบไม่เปิดเผย แต่หลังมาตรการสิ้นสุด ปริมาณการจัดหาอาวุธเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปี 2568
การหยุดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง โดยอิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ระงับการโจมตีชั่วคราว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเชิงบวก โดยระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมหารือกับอิหร่านในการนำวัสดุยูเรเนียมออกนอกประเทศ และอาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า หากรัสเซียและจีนยังคงเดินหน้าส่งอาวุธให้อิหร่าน อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ
อ้างอิง:




