อินโดนีเซียฝันเก็บค่าผ่าน ‘ช่องแคบมะละกา’ เลียนแบบ ‘ฮอร์มุซ’ แต่ชนกำแพงกฎหมายโลก ก่อนกลับลำในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
วันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แนวคิดเก็บค่าธรรมเนียมเรือสินค้าที่ผ่าน ช่องแคบมะละกา ของอินโดนีเซีย ถูกปัดตกแทบจะทันทีทั้งในทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ หลังรัฐมนตรีคลังกลับลำภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
สำนักข่าว Jakarta Globe รายงานว่า แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกโดย ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ระหว่างการสัมมนาที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันที่ 22 เมษายน โดยระบุว่า อินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและพลังงานโลก แต่กลับไม่ได้รับค่าธรรมเนียมจากเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบมะละกา พร้อมตั้งคำถามว่า “การที่เรือผ่านโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนั้นถูกต้องหรือไม่”
ตามรายงานของ The Diplomat ข้อเสนอดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากสถานการณ์ใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านเคยพิจารณาเก็บค่าผ่านทางในบริบทความขัดแย้งทางทหาร โดยรัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียมองว่าอาจเป็น โมเดลที่นำมาปรับใช้ได้
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Free Malaysia Today รายงานเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอของอินโดนีเซียยังรวมถึงการแบ่งรายได้ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยอินโดนีเซียคาดหวังจะได้สัดส่วนมากที่สุด เนื่องจากมีแนวชายฝั่งติดช่องแคบยาวที่สุด
ช่องแคบมะละกา ถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก รองรับการขนส่งสินค้าประมาณ 40% ของโลก และในปี 2568 มีเรือผ่านมากกว่า 100,000 ลำเป็นครั้งแรก
แต่แนวคิดดังกล่าวถูกตอบโต้ทันที สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ระบุชัดว่า “สิทธิในการผ่านทางเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐชายฝั่งจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้” และย้ำว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนมาตรการใดที่เป็นการกีดขวางเสรีภาพในการเดินเรือ
ด้าน Channel News Asia รายงานว่า โลค ซิว ฟุก รัฐมนตรีคมนาคมมาเลเซีย แสดงจุดยืนสอดคล้องกัน โดยยืนยันว่ามาเลเซียยึดมั่นต่อหลักเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศ
แรงกดดันดังกล่าวทำให้ ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา ต้องเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว โดย Lowy Institute รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “ถ้าทำได้ก็คงดี แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ทางการทูตโดยปริยาย
ในมิติทางกฎหมาย นักวิเคราะห์จาก Lowy Institute ชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวขัดต่อ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยตรง เนื่องจากช่องแคบมะละกาเป็น ช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้หลัก สิทธิการผ่านทางในช่องแคบ (Transit Passage) ที่รัฐชายฝั่งไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือกีดขวางการสัญจร
บทวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งสำคัญว่า กรอบกฎหมายเดียวกันนี้เองที่ทำให้อินโดนีเซียได้รับสถานะรัฐหมู่เกาะ และมีอธิปไตยเหนือน่านน้ำขนาดมหาศาล ดังนั้นการผลักดันแนวคิดเก็บค่าผ่านทางจึงเสี่ยงกระทบผลประโยชน์ของตนเอง
ขณะเดียวกัน The Diplomat ตั้งข้อสังเกตว่า การนำกรณีของอิหร่านมาเป็นต้นแบบอาจไม่สอดคล้องบริบท เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในภาวะสงคราม ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจในยามปกติ
เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงในช่องแคบกำลังถูกตอกย้ำ โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน USS Miguel Keith ของสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางผ่านพื้นที่ และสามประเทศชายฝั่งได้ร่วมกันยืนยันพันธะในการรักษาช่องแคบให้เปิดและปลอดภัยตามกฎหมายระหว่างประเทศ
อ้างอิง:
Jakarta Globe: Indonesia Floats Ship Tax in Malacca Strait as Singapore Defends Free Passage
The Diplomat: Indonesian Finance Minister Raises Possibility of Imposing Toll on Strait of Malacca
Lowy Institute: A toll on Malacca Strait puts Indonesia's own legal foundations at risk
Bloomberg: Malacca Ship Tolls Divide Emerges Between Indonesia, Singapore




