UAE ถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ มีผล 1 พ.ค. นี้ กระทบตลาดน้ำมันโลกท่ามกลางสงครามอิหร่าน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจาก OPEC และกลุ่ม OPEC+ อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุมของกลุ่มที่กรุงเวียนนา
สำนักข่าวรัฐบาล WAM รายงานเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ว่า UAE ให้เหตุผลว่าการตัดสินใจดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ โดยต้องการปรับโครงสร้างพลังงานให้ตอบโจทย์ผลประโยชน์แห่งชาติและทิศทางพลังงานที่เปลี่ยนไป
ด้านรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซูฮัยล์ โมฮัมเหม็ด อัล มัซรูอี ให้สัมภาษณ์กับ Reuters และ CNBC ว่า การถอนตัวเป็นผลจากการทบทวนนโยบายการผลิตน้ำมันทั้งปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ และเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ไม่ได้มีการหารือล่วงหน้ากับประเทศสมาชิกอื่น พร้อมย้ำว่า UAE ยังมุ่งมั่นต่อเสถียรภาพของตลาดและการผลิตอย่างรับผิดชอบ
การประกาศเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกจำกัดอย่างหนัก เส้นทางดังกล่าวเคยรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลกก่อนเกิดวิกฤต ทั้งนี้ อัล มัซรูอี ระบุว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งในปัจจุบันทำให้ผลกระทบจากการถอนตัวต่ออุปทานโลกยังมีจำกัดในระยะสั้น
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของ OPEC รองจาก ซาอุดีอาระเบีย และ อิรัก โดยมีศักยภาพกำลังการผลิตสำรองสูง และลงทุนขยายกำลังผลิตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โควต้าการผลิตของกลุ่มเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เต็มศักยภาพ
รายงานจาก CNN ระบุว่า การถอนตัวของ UAE จะทำให้สัดส่วนการควบคุมอุปทานน้ำมันของ OPEC ลดลงจากราว 30% เหลือประมาณ 26% ซึ่งอาจลดอิทธิพลของกลุ่มในการกำหนดราคาน้ำมันในระยะยาว
ขณะที่ Bloomberg และ Reuters รายงานตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมระหว่าง UAE กับซาอุดีอาระเบีย ผู้นำโดยพฤตินัยของ OPEC โดยก่อนหน้านี้ UAE เคยแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับนโยบายลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคา
ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ UAE ระบุว่าจะเพิ่มการผลิตน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม ตามภาวะตลาด โดยยังคงบทบาทผู้ผลิตที่รับผิดชอบ พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืนในระยะยาว
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า จังหวะเวลาของการถอนตัวช่วยลดแรงกระแทกต่อตลาด เนื่องจากข้อจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานเพิ่มเติมยังไม่สามารถออกสู่ตลาดได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลาย อาจกดดันราคาน้ำมันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น
การถอนตัวครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลัง UAE เป็นสมาชิก OPEC มาตั้งแต่ปี 2510 รวมระยะเวลาเกือบ 60 ปี และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของ OPEC+ ซึ่งรวมผู้ผลิตนอกกลุ่มอย่างรัสเซีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินว่า การสูญเสีย UAE ซึ่งมีกำลังการผลิตสำรองคุณภาพสูง อาจทำให้การประสานนโยบายภายใน OPEC+ ซับซ้อนขึ้น และกระทบเอกภาพของกลุ่มในระยะยาว
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การตัดสินใจครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้ม ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic autonomy) หรือการพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศผู้ผลิตพลังงาน ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ชาติเป็นหลักมากขึ้น
ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวหลังข่าวประกาศ แต่ยังทรงตัวในระดับสูงจากแรงกดดันด้านอุปทานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
UAE ยังระบุด้วยว่าจะเร่งลงทุนในภาคพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานทางเลือก เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากรายได้ในช่วงที่ความต้องการน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูง
การถอนตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้าในวงกว้าง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการพลังงานโลก โดยบางฝ่ายมองว่าเป็นแรงกระแทกต่อความเป็นเอกภาพของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันอ่าวเปอร์เซีย
อย่างไรก็ตาม อัล มัซรูอี ย้ำผ่าน Reuters ว่า UAE ยังคงให้ความเคารพต่อซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิก พร้อมยืนยันบทบาทในฐานะผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบในตลาดพลังงานโลกต่อไป
อ้างอิง:
Al Jazeera: UAE leaves OPEC in blow to oil cartel during war on Iran
Gulf News: UAE to Exit OPEC and OPEC+ by May 2026
CNN: UAE quits OPEC in blow to cartel
Bloomberg: UAE to Leave OPEC in May as Iran War Reshapes Oil Market
Reuters: UAE leaves OPEC in blow to global oil producers' group




