โดนัลด์ ทรัมป์ เผยกำลังพิจารณาอย่างจริงจังให้เวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลังการจับกุม นิโคลัส มาดูโร จุดกระแสวิจารณ์หนักเรื่องอธิปไตยและลัทธิล่าอาณานิคมในละตินอเมริกา ขณะที่รัฐบาลเฉพาะกาลเวเนซุเอลายืนยันไม่ยอมสละเอกราชเด็ดขาด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาอย่างจริงจังถึงแนวคิดการทำให้เวเนซุเอลากลายเป็น รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลังจากกองทัพสหรัฐฯ จับกุมนาย นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา เมื่อต้นปี 2569 โดยอ้างถึงทรัพยากรน้ำมันมหาศาลและการสนับสนุนจากประชาชนเวเนซุเอลาบางส่วน
สำนักข่าว Fox News รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ต่อแนวคิดการผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐใหม่ของสหรัฐฯ พร้อมให้เหตุผลว่า เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันมูลค่ามากกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกล่าวว่า “เวเนซุเอลารักทรัมป์” หลังสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงภายใต้รัฐบาลเฉพาะกาล
ต่อมาในวันที่ 12 พฤษภาคม ทรัมป์โพสต์ภาพกราฟิกแผนที่เวเนซุเอลาพร้อมธงชาติสหรัฐฯ และข้อความ “51st State” ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยไม่ได้ระบุคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปประชุมกับจีน
ด้านสำนักข่าว AP News รายงานว่า เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างหนักแน่น ระหว่างให้สัมภาษณ์ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยยืนยันว่า “เราจะปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช และประวัติศาสตร์ของเรา” พร้อมย้ำว่า เวเนซุเอลาไม่ใช่อาณานิคม แต่เป็นประเทศเสรี
ขณะที่ CNN และ Reuters รายงานตรงกันว่า โรดริเกซ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ยืนยันว่า เวเนซุเอลาไม่มีแผนยอมสละอธิปไตยให้สหรัฐฯ ไม่ว่ากรณีใด
Fox News ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้มาก่อน โดยในเดือนมีนาคม หลังทีมเบสบอลเวเนซุเอลาคว้าแชมป์ World Baseball Classic ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “สิ่งดีๆ กำลังเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา... รัฐที่ 51 สนไหม?”
การจับกุมนาย นิโคลัส มาดูโร โมรอส และภรรยา เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ส่งผลให้รัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของโรดริเกซเข้าบริหารประเทศ และเริ่มเปิดทางให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ขยายการลงทุนในประเทศ
หลายสำนักข่าวระบุว่า เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาล และปัจจุบันสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายใต้การสนับสนุนและกำกับดูแลจากสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากชี้ว่า การทำให้ประเทศอื่นกลายเป็นรัฐของสหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ รวมถึงต้องได้รับความยินยอมจากเวเนซุเอลาเอง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง
นักวิเคราะห์ด้านการเมืองระหว่างประเทศมองว่า ข้อเสนอของทรัมป์สะท้อนแนวคิดอเมริกาต้องมาก่อน ที่มุ่งขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและพลังงานของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดล่าอาณานิคมยุคใหม่ในภูมิภาคละตินอเมริกา
เวเนซุเอลาเคยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักในยุคของมาดูโร จนทำให้ประชาชนหลายล้านคนอพยพออกนอกประเทศ
แม้รัฐบาลเฉพาะกาลของโรดริเกซจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในหลายด้าน ทั้งการปล่อยนักโทษการเมืองและการเปิดเสรีภาคพลังงาน แต่ประเด็นการผนวกประเทศยังถือเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่งสำหรับชาวเวเนซุเอลา ซึ่งมีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชมายาวนาน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังเคยกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ จะบริหารประเทศเวเนซุเอลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังการจับกุมมาดูโร ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อรอการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการก่อการร้าย
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในละตินอเมริกา รวมถึงบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศในอนาคต
อ้างอิง:
Fox News: Trump eyes Venezuela as 51st state, citing $40 trillion in oil
AP News: Venezuela's acting president defends territory and rejects Trump's 51st state remarks
CNN: Venezuela’s acting president defends country’s territory and rejects Trump’s 51st state remarks
Channel News Asia: Trump posts graphic of Venezuela as 51st US state




